ครม. อนุมัติงบกลางปี 2565 วงเงิน 1,206 ล้านบาท เสริมสภาพคล่อง กยศ. อุ้มผู้กู้ยืม 1.41 แสนราย ให้มีค่าใช้จ่ายตลอดปีการศึกษา 2569
KEY POINTS
- คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบกลางปี 2569 วงเงินกว่า 1,200 ล้านบาท ให้แก่กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)
- เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องของ กยศ. ที่มีความเสี่ยงขาดเงินสด และนำไปจ่ายเป็นค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพให้นักเรียนนักศึกษากว่า 1.4 แสนราย
- การจัดสรรงบครั้งนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนเพื่อป้องกันไม่ให้นักเรียนนักศึกษาต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา
- สภาพัฒน์เสนอให้ กยศ. ออกมาตรการเร่งรัดการชำระหนี้ เพื่อแก้ปัญหาการเงินของกองทุนอย่างยั่งยืนในระยะยาว
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ครม.) เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 1.206 พันล้านบาทเศษ (1,206,477,900 บาท) ให้แก่กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพื่อนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนและส่งเสริมการศึกษาตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยเป็นการโอนจ่ายค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษา และค่าครองชีพให้แก่นักเรียนและนักศึกษาผู้กู้ยืมอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 กยศ. ได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีเพียง 5,100 ล้านบาท ซึ่งยังมีส่วนต่างที่ยังไม่ได้รับการจัดสรรตามกรอบความต้องการ ส่งผลให้จากการประมาณการกระแสเงินสดของกองทุนฯ พบความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะขาดสภาพคล่อง มีเงินสดไม่เพียงพอที่จะโอนจ่ายให้แก่นักเรียนและนักศึกษาผู้กู้ยืมจำนวน 141,838 ราย คิดเป็นวงเงินรวม 1,206,477,900 บาท
การจัดสรรงบกลางสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินในครั้งนี้ จึงถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อรักษาสภาพคล่องให้ กยศ. มีเงินหมุนเวียนเพียงพอในการโอนจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ จนสิ้นปีการศึกษา 2569 เพื่อป้องกันไม่ให้นักเรียนและนักศึกษารวมถึงผู้ปกครองได้รับผลกระทบ หรือต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา
ด้านสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้แสดงความเห็นชอบการจัดสรรงบกลางวงเงิน 1,206,477,900 บาท ดังกล่าว เนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงในการขาดสภาพคล่องและทำให้นักเรียนนักศึกษามีเงินเรียนต่อได้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า เนื่องจาก กยศ. เป็นกองทุนหมุนเวียน แต่พบว่าแนวโน้มการชำระหนี้คืนกองทุนฯ เริ่มปรับตัวลดลงตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา
ดังนั้น กยศ. จึงควรพิจารณาออกมาตรการเร่งรัดการชำระหนี้ โดยการจัดกลุ่มผู้กู้ตามระดับรายได้และกำหนดเงื่อนไขการผ่อนชำระที่เหมาะสม เพื่อลดการเกิดหนี้เสีย และช่วยแก้ปัญหาสภาพคล่องของกองทุนฯ ในระยะยาวอย่างยั่งยืน





