"ภราดร" หารือคลัง ชงเสนอ ครม. ขอใช้งบกลาง 1,200 ล้านบาท แก้ปัญหาสภาพคล่อง กยศ. เร่งทบทวนเกณฑ์ปล่อยกู้ใหม่ โดยให้ความสำคัญกับนักเรียนจากครอบครัวยากจนก่อน เช่น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือมีรายได้ครอบครัวไม่เกิน 360,000 บาทต่อปี พร้อมส่งเสริมการกู้ยืมในหลักสูตรมุ่งเป้า สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหาสภาพคล่องและเกณฑ์ปล่อยกู้ของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ปลดล็อกข้อจำกัดด้านการเงิน และกระจายโอกาสทางการศึกษาให้ตรงเป้ามากยิ่งขึ้น
โดยในปีงบประมาณ 2569 กยศ. ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องเนื่องจากมีผู้ยื่นคำขอเข้ามากว่า 7.9 แสนคน สูงกว่าทุกปีที่ผ่านมา ส่งผลให้วงเงินที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ
ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วนสำหรับผู้กู้ยืมที่รอการอนุมัติในเดือน ก.ย. รัฐบาลอยู่ระหว่างการขอจัดสรรงบกลาง วงเงิน 1,200 ล้านบาท ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 29 ก.ย. นี้ ซึ่งเป็นการประชุม ครม. นัดสุดท้ายของเดือน เพื่อนำมาเป็นเงินหมุนเวียนสำรองจ่ายเบื้องต้นก่อนเข้าสู่ปีงบประมาณใหม่
ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2570 ซึ่งจะเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ต.ค. นี้ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณสำหรับ กยศ. รองรับไว้แล้วจำนวน 9,000 ล้านบาท
สำหรับการปรับปรุงเงื่อนไขการกู้ยืม รัฐบาลจึงมีแนวคิดปรับทบทวนเกณฑ์การคัดกรองให้ชัดเจนและเป็นธรรม โดยให้ความสำคัญแก่ผู้ที่มีฐานะทางบ้านยากจนกว่าก่อน ได้แก่
- กำหนดกลุ่มเป้าหมาย เช่น พิจารณาจากกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และนักเรียนที่เคยได้รับทุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)
- กำหนดเกณฑ์รายได้ครอบครัวไม่เกิน 360,000 บาทต่อปี อย่างไรก็ดี ต้องลงไปดูในรายละเอียดว่า ครอบครัวที่มีรายได้เกินกว่าเกณฑ์ดังกล่าวแต่มีภาระในการดูแลบุตรหลานหลายคน โดยผู้ที่มีฐานะปานกลางหรือพร้อมพึ่งพาตนเองได้ ควรเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้ด้อยโอกาสกว่าได้รับอนุมัติก่อน
- การส่งเสริมสาขาวิชาชีพ ควรเพิ่มเงื่อนไขสนับสนุน “หลักสูตรมุ่งเป้า” ที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อผลิตกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ
นอกจากปัญหาสภาพคล่องแล้ว นายภราดร ยังกล่าวด้วยว่า โจทย์ใหญ่ของ กยศ. คือ "การจัดการหนี้สิน" จากในปัจจุบันมีกลุ่มลูกหนี้ที่ไม่ชำระหนี้ หรือค้างชำระสูงถึง 2.6 ล้านคน
โดยปัจจัยหนึ่งมาจากผลของการปรับแก้กฎหมาย กยศ. ในช่วงปี 2565–2566 ที่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 1% และเบี้ยปรับเหลือ 0.5% แม้จะช่วยลดภาระให้แก่ผู้กู้ยืมเป็นจำนวนมาก แต่ขณะเดียวกันก็ส่งผลกระทบต่อวินัยการชำระหนี้ เนื่องจากลูกหนี้มักเลือกชำระหนี้ก้อนที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าก่อน
ทั้งนี้ รัฐบาลได้มอบหมายให้ กยศ. เร่งเสนอแนวทางติดตามหนี้ที่มีประสิทธิภาพ รอบคอบ และเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำหรือดึงกลุ่มลูกหนี้ชั้นดีออกนอกระบบชำระหนี้





