วันศุกร์ ที่ 25 กันยายน 2569

Login
Login

‘ภราดร’ หารือคลัง ใช้งบกลาง 1,200 ล้าน อุ้ม กยศ. จ่อชง ครม. สัปดาห์หน้า เร่งรื้อเกณฑ์กู้ใหม่

"ภราดร" หารือคลัง ชงเสนอ ครม. ขอใช้งบกลาง 1,200 ล้านบาท แก้ปัญหาสภาพคล่อง กยศ. เร่งทบทวนเกณฑ์ปล่อยกู้ใหม่ โดยให้ความสำคัญกับนักเรียนจากครอบครัวยากจนก่อน เช่น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือมีรายได้ครอบครัวไม่เกิน 360,000 บาทต่อปี พร้อมส่งเสริมการกู้ยืมในหลักสูตรมุ่งเป้า สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเร่งเดินหน้าแก้ไขปัญหาสภาพคล่องและเกณฑ์ปล่อยกู้ของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ปลดล็อกข้อจำกัดด้านการเงิน และกระจายโอกาสทางการศึกษาให้ตรงเป้ามากยิ่งขึ้น

โดยในปีงบประมาณ 2569 กยศ. ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องเนื่องจากมีผู้ยื่นคำขอเข้ามากว่า 7.9 แสนคน สูงกว่าทุกปีที่ผ่านมา ส่งผลให้วงเงินที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ

ดังนั้น เพื่อแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วนสำหรับผู้กู้ยืมที่รอการอนุมัติในเดือน ก.ย. รัฐบาลอยู่ระหว่างการขอจัดสรรงบกลาง วงเงิน 1,200 ล้านบาท ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 29 ก.ย. นี้ ซึ่งเป็นการประชุม ครม. นัดสุดท้ายของเดือน เพื่อนำมาเป็นเงินหมุนเวียนสำรองจ่ายเบื้องต้นก่อนเข้าสู่ปีงบประมาณใหม่

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2570 ซึ่งจะเริ่มใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ต.ค. นี้ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณสำหรับ กยศ. รองรับไว้แล้วจำนวน 9,000 ล้านบาท

สำหรับการปรับปรุงเงื่อนไขการกู้ยืม รัฐบาลจึงมีแนวคิดปรับทบทวนเกณฑ์การคัดกรองให้ชัดเจนและเป็นธรรม โดยให้ความสำคัญแก่ผู้ที่มีฐานะทางบ้านยากจนกว่าก่อน ได้แก่

  1. กำหนดกลุ่มเป้าหมาย เช่น พิจารณาจากกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และนักเรียนที่เคยได้รับทุนจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)
     
  2. กำหนดเกณฑ์รายได้ครอบครัวไม่เกิน 360,000 บาทต่อปี อย่างไรก็ดี ต้องลงไปดูในรายละเอียดว่า ครอบครัวที่มีรายได้เกินกว่าเกณฑ์ดังกล่าวแต่มีภาระในการดูแลบุตรหลานหลายคน โดยผู้ที่มีฐานะปานกลางหรือพร้อมพึ่งพาตนเองได้ ควรเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้ด้อยโอกาสกว่าได้รับอนุมัติก่อน
     
  3. การส่งเสริมสาขาวิชาชีพ ควรเพิ่มเงื่อนไขสนับสนุน “หลักสูตรมุ่งเป้า” ที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อผลิตกำลังคนให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ

นอกจากปัญหาสภาพคล่องแล้ว นายภราดร ยังกล่าวด้วยว่า โจทย์ใหญ่ของ กยศ. คือ "การจัดการหนี้สิน" จากในปัจจุบันมีกลุ่มลูกหนี้ที่ไม่ชำระหนี้ หรือค้างชำระสูงถึง 2.6 ล้านคน

โดยปัจจัยหนึ่งมาจากผลของการปรับแก้กฎหมาย กยศ. ในช่วงปี 2565–2566 ที่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 1% และเบี้ยปรับเหลือ 0.5% แม้จะช่วยลดภาระให้แก่ผู้กู้ยืมเป็นจำนวนมาก แต่ขณะเดียวกันก็ส่งผลกระทบต่อวินัยการชำระหนี้ เนื่องจากลูกหนี้มักเลือกชำระหนี้ก้อนที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าก่อน

ทั้งนี้ รัฐบาลได้มอบหมายให้ กยศ. เร่งเสนอแนวทางติดตามหนี้ที่มีประสิทธิภาพ รอบคอบ และเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำหรือดึงกลุ่มลูกหนี้ชั้นดีออกนอกระบบชำระหนี้