วันอังคาร ที่ 29 กันยายน 2569

Login
Login

ปลดล็อกกฎหมายประมง ปูพรมเครื่องมือลุยกำจัดปลาหมอคางดำ

กรมประมงออกประกาศซักซ้อมแนวทางใช้เครื่องมือประมง ปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการกำจัดปลาหมอคางดำ แบ่งชัด 3 กลุ่มเครื่องมือ ชุมชนใช้เบ็ด-แห-อวน ได้ทันที พร้อมผ่อนผันเครื่องมือประสิทธิภาพสูงให้อยู่ภายใต้การกำกับของเจ้าหน้าที่

KEY POINTS

  • กรมประมงออกประกาศปลดล็อกข้อกฎหมายเกี่ยวกับเครื่องมือประมง เพื่อให้เจ้าหน้าที่และประชาชนสามารถร่วมกันกำจัดปลาหมอคางดำได้อย่างถูกกฎหมายและมีประสิทธิภาพ
  • มีการจำแนกเครื่องมือประมงออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ประชาชนใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องขออนุญาต, กลุ่มที่ต้องขออนุญาตผ่อนผันหรือใช้โดยเจ้าหน้าที่เท่านั้น และกลุ่มที่ห้ามใช้โดยเด็ดขาด
  • เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงแต่มีความเสี่ยง เช่น การใช้ไฟฟ้า สารเคมี (กากชา) และอวนขนาดใหญ่บางชนิด ได้รับการผ่อนผันให้เจ้าหน้าที่สามารถนำมาใช้กำจัดปลาหมอคางดำได้ภายใต้การควบคุมที่เข้มงวด
  • เครื่องมือประมงประเภทลอบพับได้ (ไอ้โง่) และโพงพาง ถูกห้ามใช้โดยเด็ดขาดและไม่มีการผ่อนผัน เนื่องจากไม่มีประสิทธิภาพในการจับปลาหมอคางดำและส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างรุนแรง

เพื่อเร่งยกระดับการแก้ไขวิกฤตปลาหมอคางดำแพร่ระบาด กรมประมงได้ออกประกาศซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับ “แนวทางการใช้เครื่องมือทำการประมง” หวังปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมาย อำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่และประชาชนร่วมกำจัดปลาหมอคางดำได้อย่างถูกกฎหมาย ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ โดยจำแนกเครื่องมือออกเป็น 3 กลุ่มชัดเจน เพื่อให้คณะกรรมการประมงประจำจังหวัดนำไปปรับใช้ตามบริบทพื้นที่

ปลดล็อกกฎหมายประมง ปูพรมเครื่องมือลุยกำจัดปลาหมอคางดำ ปลดล็อกกฎหมายประมง ปูพรมเครื่องมือลุยกำจัดปลาหมอคางดำ

นายประเทศ ซอรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ กรมประมงตระหนักดีว่าการควบคุมและกำจัดสัตว์น้ำต่างถิ่นชนิดนี้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในระยะเวลาอันสั้นนั้น จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทว่าในทางปฏิบัติการใช้เครื่องมือประมงเพื่อกำจัดมักติดข้อจำกัดทางกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมากรมประมงไม่ได้นิ่งนอนใจและได้พิจารณาปลดล็อกข้อกฎหมาย เพื่อผ่อนผันให้ใช้เครื่องมือประมงที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นทีละชนิดมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มพบการแพร่ระบาด ให้เป็นไปตามสถานการณ์

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน กรมประมงจึงได้ออกประกาศ “แนวทางการใช้เครื่องมือทำการประมงเพื่อกำจัดปลาหมอคางดำ” เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดซักซ้อมและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน โดยมีเป้าหมายหลักในการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายแบบเบ็ดเสร็จ อำนวยความสะดวก และสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้คล่องตัวสูงสุด

พร้อมให้ประชาชนและชาวประมงมีส่วนร่วมกำจัดปลาหมอคางดำได้อย่างถูกกฎหมาย ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวยังมีความยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้คณะกรรมการประมงประจำจังหวัดนำไปพิจารณาปรับใช้ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและบริบทของแหล่งน้ำในแต่ละพื้นที่ โดยได้จำแนกแนวทางการใช้เครื่องมือไว้อย่างชัดเจน ดังนี้

ปลดล็อกกฎหมายประมง ปูพรมเครื่องมือลุยกำจัดปลาหมอคางดำ

กลุ่มที่ 1 เครื่องมือที่ “ประชาชนใช้ได้ทันที” โดยไม่ต้องขออนุญาตผ่อนผัน กรมประมงสนับสนุนให้เกษตรกร ชาวประมง และภาคประชาชน สามารถใช้เครื่องมือพื้นบ้านในการร่วมกำจัดปลาหมอคางดำได้อย่างเต็มที่ ได้แก่ เบ็ด ข่าย อวนติดตา แห ยอ ลอบ อวนลาก และ อวนรุน (ประเภทที่ไม่ประกอบเครื่องยนต์) โดยมีเงื่อนไขสำคัญเพื่อเป็นการปกป้องสัตว์น้ำชนิดอื่น การใช้เครื่องมือกลุ่มนี้ห้ามลากขึ้นฝั่ง ห้ามล้อมจับ และห้ามใช้ในช่วงฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ วางไข่ หรือเลี้ยงตัวอ่อน ตามประกาศกรมประมงที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด

กลุ่มที่ 2 เครื่องมือประมงที่ผิดกฎหมาย แต่ “เปิดให้ขออนุญาตผ่อนผันได้” หรือดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการกำจัด กรมประมงได้เปิดช่องทางผ่อนผันตามกฎหมายสำหรับเครื่องมือบางประเภท โดยมีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้

อวนรุนประกอบเรือกล  อนุญาตให้ผ่อนผันใช้ได้เฉพาะการทำประมงพื้นบ้าน หรือการทำประมงน้ำจืด (ตามมาตรา 67 วรรคสาม) หากประสงค์จะใช้ให้สำนักงานประมงจังหวัดแจ้งความประสงค์มายังกรมประมง (กองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการ) พร้อมแนบมติเห็นชอบจาก “คณะกรรมการประมงประจำจังหวัด” โดยต้องระบุรายละเอียดรูปแบบเครื่องมือ ขนาดเรือ วิธีการ พื้นที่ และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด

การใช้กระแสไฟฟ้า  เป็นวิธีห้ามเด็ดขาดสำหรับประชาชน เพราะอันตรายต่อชีวิตและระบบนิเวศ (มาตรา 60) หากจำเป็นต้องใช้เพื่อกำจัดปลาหมอคางดำ ต้องดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่กรมประมงเท่านั้น (ตามมาตรา 141) โดยประมงจังหวัดต้องประเมินความเหมาะสมและความจำเป็นตามสมควร และต้องประสานแจ้งฝ่ายปกครองในพื้นที่ให้ทราบล่วงหน้าก่อนลงมือปฏิบัติทุกครั้ง และเมื่อเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเสร็จสิ้นแล้ว ให้รายงานผลให้กรมประมงทราบทุกครั้ง

การใช้สารเคมี (กากชา)  การใช้สารเคมีในแหล่งน้ำผิดกฎหมาย (มาตรา 58) แต่มีข้อยกเว้นเพื่อการศึกษาวิจัย โดยปัจจุบันอธิบดีกรมประมงได้ “อนุญาต” ให้หน่วยงานของกรมประมง (กองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด และสำนักงานประมงจังหวัดในพื้นที่แพร่ระบาด) สามารถใช้กากชาเพื่อใช้เป็นสารเบื่อเมาในการจับปลาหมอคางดำได้ โดยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดอย่างเคร่งครัด

อวนล้อมจับ อวนลาก อวนทับตลิ่ง (ในแหล่งน้ำจืด) และอวนรัง เผือกรัง : เป็นเครื่องมือที่ห้ามใช้ในแหล่งน้ำสาธารณะ ดังนั้นอธิบดีกรมประมงจึงได้ “อนุญาต” ให้เจ้าหน้าที่กองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดและประมงจังหวัดในพื้นที่แพร่ระบาด ดำเนินการใช้เพื่อการกำจัดปลาหมอคางดำได้แล้วเช่นกัน

ทั้งนี้ ข้อบังคับสำหรับข้อ 3 และ 4  หากสำนักงานประมงจังหวัดต้องการใช้กากชา หรือกลุ่มอวนขนาดใหญ่ดังกล่าว จะต้องแต่งตั้งให้ “ประมงจังหวัด และหรือเจ้าหน้าที่กรมประมงในพื้นที่” เป็นผู้ควบคุม กำกับดูแล และตรวจสอบการปฏิบัติงานในพื้นที่โดยตรง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และแจ้งรายชื่อผู้ควบคุมมายังกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด

กลุ่มที่ 3 เครื่องมือประมงที่ “ห้ามเด็ดขาดและไม่มีการผ่อนผัน” คณะทำงานฯ ได้พิจารณาอย่างรอบคอบและมีมติ ไม่ผ่อนผัน ให้ใช้เครื่องมือลอบพับได้ (ไอ้โง่) และเครื่องมือโพงพางโดยเด็ดขาด เนื่องจากผลการศึกษาเชิงประจักษ์จากกองวิจัยและพัฒนาประมงทะเล ในพื้นที่จังหวัดระยอง ยืนยันชัดเจนว่า เครื่องมือดังกล่าวไม่มีประสิทธิภาพในการจับปลาหมอคางดำ ในทางกลับกัน กลับเป็นเครื่องมือที่มีลักษณะทำลายล้างสูง กีดขวางทางน้ำ สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดกฎหมาย และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการใช้ประโยชน์ลำน้ำของส่วนรวม

ปลดล็อกกฎหมายประมง ปูพรมเครื่องมือลุยกำจัดปลาหมอคางดำ ปลดล็อกกฎหมายประมง ปูพรมเครื่องมือลุยกำจัดปลาหมอคางดำ

“กรมประมงพร้อมสนับสนุนการทำงานของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคประชาชน โดยมุ่งเน้นการกำจัดปลาหมอคางดำให้หมดไปโดยเร็วที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสมดุลของระบบนิเวศและเคารพกติกาทางกฎหมายด้วย ทั้งนี้ กรมประมงได้ส่งหนังสือเวียนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานคร ทั้งในพื้นที่ที่พบและยังไม่พบการแพร่ระบาด เพื่อแจ้งซักซ้อมแนวทางปฏิบัตินี้ให้หน่วยงานในพื้นที่ หน่วยงานบูรณาการในระดับพื้นที่ เกษตรกร ชาวประมง ตลอดจนภาคประชาชนใช้เป็นบรรทัดฐานเดียวกันต่อไป" 

การออกประกาศซักซ้อมแนวทางใช้เครื่องมือประมงของกรมประมงนับเป็นก้าวสำคัญในการทลายข้อจำกัดทางกฎหมายที่เคยเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้เจ้าหน้าที่และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาน้ำเสียและสัตว์น้ำต่างถิ่นรุกรานได้อย่างถูกต้องเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างดุลยภาพระหว่างการเร่งกวาดล้างปลาหมอคางดำกับการปกป้องพันธุ์สัตว์น้ำท้องถิ่นและระบบนิเวศแหล่งน้ำไทยให้อยู่รอดได้อย่างยั่งยืน