ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย ประเมินน้ำท่วม 25–29 ก.ย. 2569 กระทบเศรษฐกิจ 12,283 ล้านบาท หรือ 0.066% ของ GDP โดยกรุงเทพฯ เสียหายสูงสุดกว่า 7,000 ล้านบาท ขณะที่ภาคตะวันออกเสียหายเกือบ 3,000 ล้านบาท ชี้ยังไม่กระทบถึงขั้นเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจทั้งปี แต่หากน้ำท่วมยืดเยื้อถึงไตรมาส 4 จะเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลัง
KEY POINTS
- หอการค้าไทยประเมินความเสียหายจากน้ำท่วม 5 วัน (25-29 ก.ย.) อยู่ที่ประมาณ 12,283 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.06% ของ GDP
- กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด มีมูลค่าความเสียหายกว่า 7,014 ล้านบาท โดยเฉพาะภาคการบริโภค การท่องเที่ยว และบริการ
- ตัวเลขความเสียหายดังกล่าวยังไม่รวมความเสียหายต่อทรัพย์สินส่วนบุคคลและผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งต้องรอประเมินหลังน้ำลด
- มีความกังวลว่าหากสถานการณ์น้ำท่วมยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบและสร้างแรงกดดันต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษา ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์อุทกภัยระหว่างวันที่ 25–29 ก.ย. 2569 รวม 5 วัน ครอบคลุมกรุงเทพมหานครและ 26 จังหวัดในภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า กรณีฐานคาดว่าจะเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ 12,283 ล้านบาท หรือ 0.066% ของ GDP ทั้งปี โดยมีกรอบประมาณการตั้งแต่ 5,896–20,635 ล้านบาท หรือ 0.03–0.11% ของ GDP ขึ้นอยู่กับพื้นที่ประสบภัยและระยะเวลาที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก
ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าว ยังไม่รวมความเสียหายต่อทรัพย์สิน เช่น ที่อยู่อาศัย ยานพาหนะ สินค้าคงคลัง รวมถึงผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งต้องรอการสำรวจหลังน้ำลดจึงจะประเมินได้ชัดเจน โดยศูนย์พยากรณ์ฯ คาดว่าสถานการณ์จะคลี่คลายภายในประมาณ 1 สัปดาห์ แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่าที่ประเมินไว้ จะมีการทบทวนตัวเลขความเสียหายอีกครั้ง
กรุงเทพฯ เสียหายสูงสุด 7,014 ล้านบาท
สำหรับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร มีความเสียหายประมาณ 7,014 ล้านบาท คิดเป็น 57% ของความเสียหายทั้งหมด เนื่องจากเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ และกิจกรรมหลักอยู่ในภาคการค้าและบริการ ซึ่งพึ่งพาการเดินทางของผู้บริโภคและแรงงาน แม้น้ำท่วมจะกระจุกตัวในพื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ และภาคการเงินหรือสำนักงานส่วนใหญ่ยังสามารถทำงานจากที่บ้านได้ก็ตาม
ส่วนปริมณฑล 4 จังหวัด มีความเสียหายประมาณ 1,839 ล้านบาท โดยสมุทรปราการได้รับผลกระทบมากที่สุด ขณะที่ภาคตะวันออกมีความเสียหายประมาณ 2,976 ล้านบาท โดย ชลบุรี ได้รับผลกระทบสูงสุดประมาณ 2,101 ล้านบาท เนื่องจากได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมก่อนพื้นที่อื่น และเศรษฐกิจพึ่งพาการท่องเที่ยว ค้าปลีก และโลจิสติกส์ท่าเรือ ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อการหยุดชะงักของการเดินทาง
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สำหรับพื้นที่อุตสาหกรรมอื่นในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ผลกระทบยังอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากเป็นลักษณะน้ำท่วมขังเฉพาะจุด และยังไม่มีรายงานว่านิคมอุตสาหกรรมแห่งใดต้องหยุดการผลิต ขณะที่ภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ความเสียหายต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วง 5 วันยังอยู่ในระดับค่อนข้างจำกัด
บริโภค-ท่องเที่ยว-บริการ รับผลกระทบหนัก
ทั้งนี้ การบริโภค การท่องเที่ยว และภาคบริการในเขตเมือง ได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากน้ำท่วมทำให้การจับจ่ายใช้สอยในห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และสถานีบริการน้ำมันลดลง รวมถึงการเดินทางของแรงงานหยุดชะงัก ขณะที่วันหยุดราชการพิเศษ 2 วันในกรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ทำให้วันทำงานหายไปในพื้นที่ที่มีขนาดเศรษฐกิจเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ
ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะเมืองพัทยาและพื้นที่ท่องเที่ยวในจังหวัดชลบุรี ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขัง ทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทาง ส่งผลให้รายได้ของโรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่องลดลง โดยความเสียหายส่วนใหญ่ โดยเฉพาะรายได้ของแรงงานรายวันและผู้ประกอบการรายย่อย ไม่สามารถชดเชยกลับคืนได้ทั้งหมด
ด้านโลจิสติกส์และการกระจายสินค้า ได้รับผลกระทบจากถนนสายหลักบางเส้นทางถูกน้ำท่วม ทำให้การขนส่งสินค้าไปยังสาขาค้าปลีกในบางพื้นที่ติดขัด ส่วนภาคการผลิตได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการเดินทางของแรงงานและการขนส่งวัตถุดิบ มากกว่าความเสียหายโดยตรงต่อโรงงาน ซึ่งแตกต่างจากสถานการณ์มหาอุทกภัยปี 2554
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ด้านราคาสินค้า เริ่มพบการปรับขึ้นของราคาผักสด โดยเฉพาะผักใบอ่อน ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์ต่อเนื่องจนถึงเทศกาลกินเจระหว่างวันที่ 10–18 ต.ค. 2569 อย่างไรก็ตาม ศูนย์พยากรณ์ฯ ประเมินว่าผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อโดยรวมยังอยู่ในระดับจำกัดและเป็นเพียงชั่วคราว
สำหรับภาคเกษตร ความเสี่ยงสำคัญอยู่ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ได้แก่ ชัยนาท สิงห์บุรี สุพรรณบุรี และพระนครศรีอยุธยา ซึ่งระดับน้ำยังเพิ่มขึ้นในช่วงที่ข้าวนาปี กำลังใกล้เก็บเกี่ยว ทำให้ต้องรอประเมินความเสียหายต่อผลผลิตอย่างชัดเจนหลังน้ำลดและมีการสำรวจพื้นที่จริง
"ศูนย์พยากรณ์ฯ ประเมินว่า ความเสียหายในกรณีฐานประมาณ 12,283 ล้านบาท คิดเป็นราว 0.06% ของ GDP ทั้งปี หรือประมาณ 0.26% ของ GDP ไตรมาส 3/2569 โดยเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังชะลอตัว หลัง GDP ไตรมาส 2 ขยายตัว 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก" นายธนวรรธน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากน้ำท่วมในระดับที่ประเมินไว้ ยังไม่รุนแรงถึงขั้นเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจไทยทั้งปี แต่จะเพิ่มแรงกดดันต่อการขยายตัวในช่วงครึ่งหลังของปี โดยเฉพาะหากสถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยายืดเยื้อเข้าสู่ไตรมาส 4
ทั้งนี้ ศูนย์พยากรณ์ฯ เสนอให้ภาครัฐเร่งดำเนินการ 3 ด้าน ได้แก่ การเยียวยาอย่างรวดเร็วและตรงกลุ่ม โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบและผู้ประกอบการรายย่อย การพักชำระหนี้หรือจัดสินเชื่อฟื้นฟูสำหรับธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ การบริหารจัดการน้ำในลุ่มเจ้าพระยาเพื่อลดความเสียหายต่อภาคเกษตรและนิคมอุตสาหกรรม รวมถึงการดูแลราคาและปริมาณสินค้าจำเป็นจนถึงเทศกาลกินเจ และเร่งลงทุนยกระดับระบบระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร





