สหฟาร์ม พลิกฟื้นธุรกิจไก่ส่งออกรายใหญ่สำเร็จ หลังก้าวผ่านวิกฤตหนี้หมื่นล้านด้วยพลังครอบครัว พร้อมปักหมุดล้างหนี้สมบูรณ์ปีหน้า เดินหน้ายกระดับสู่ Global Food Company
KEY POINTS
- สหฟาร์มภายใต้การบริหารของทายาทรุ่นสอง สามารถพลิกฟื้นกิจการจากหนี้สินระดับหมื่นล้านบาท และสร้างผลกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์
- บริษัทตั้งเป้าหมายที่จะปลดภาระหนี้สินทั้งหมดให้สำเร็จอย่างสมบูรณ์ภายในปีหน้า เพื่อเตรียมความพร้อมในการก้าวสู่ตลาดระดับโลก
- กลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ธุรกิจฟื้นตัวคือการรักษาวินัยทางการเงินอย่างเข้มงวด ควบคู่กับการแยกปัญหาข้อพิพาทในครอบครัวออกจากโครงสร้างธุรกิจ
- เป้าหมายในอนาคตหลังปลดหนี้ คือการยกระดับองค์กรสู่การเป็น "Global Food Company" โดยเน้นเทคโนโลยีการผลิตและสินค้าแปรรูปมูลค่าเพิ่ม
การกอบกู้ธุรกิจครอบครัวที่ติดหล่มหนี้สินระดับหมื่นล้าน ไม่ใช่เรื่องของโชคช่วย แต่คือบททดสอบวัดใจและทักษะการบริหารจัดการสภาวะวิกฤต ล่าสุด ในงาน FAM DAY 2026 ดร.จารุวรรณ โชติเทวัญ (คุณน้ำผึ้ง) ทายาทอาณาจักร “สหฟาร์ม” ได้ออกมาแชร์บทเรียนชีวิต การก้าวผ่านช่วงเวลาเปราะบางหลังสูญเสียผู้นำตระกูล และยุทธศาสตร์การนำทัพธุรกิจไก่ส่งออกรายใหญ่ของไทยให้กลับมาสร้างกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมปักหมุดปลดล็อกพันธนาการหนี้สินทั้งหมดอย่างสมบูรณ์ภายในปีหน้า
- จากมรสุมหนี้หมื่นล้านสู่ “สหฟาร์ม 2.0”
ดร.จารุวรรณ กล่าวว่า ในโลกธุรกิจครอบครัว (Family Business) การต้องรับมือกับสภาวะล้มละลายหรือแผนฟื้นฟูกิจการถือเป็นมรสุมที่ยากจะก้าวผ่าน แต่กรณียอดขายและผลกำไรที่เติบโตทุบสถิติเป็นประวัติการณ์ของ “สหฟาร์ม” ท่ามกลางภาระหนี้สินระดับหมื่นล้านและมรสุมการสูญเสียผู้ก่อตั้ง คือหนึ่งในกรณีศึกษาสำคัญของการบริหารจัดการสภาวะวิกฤต (Crisis Management) และการรักษาเสถียรภาพห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปของไทย
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สหฟาร์มไม่พังทลายไปตามมรสุมทางการเงิน คือ “ความแข็งแกร่งของฐานการผลิตและมาตรฐานการส่งออก” แม้ต้องเผชิญกับขั้นตอนการฟื้นฟูกิจการตั้งแต่ปี 2556 จนสามารถออกจากแผนได้ในปี 2565 แต่ภาคการผลิตจริงกลับยังคงเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง
การเปลี่ยนผ่านตำแหน่งผู้นำภายหลังการสูญเสีย ดร.ปัญญา โชติเทวัญ ในปี 2567 มาสู่ ดร.มนูญศรี โชติเทวัญ ร่วมกับทายาทรุ่นสองอย่าง ดร.จารุวรรณ โชติเทวัญ ได้เน้นย้ำถึงการใช้กลยุทธ์ยึดมั่นในวินัยทางการเงินควบคู่กับการเร่งสร้างรายได้จากตลาดต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นเครื่องมือหลักในการชำระหนี้สินตามกำหนด และปักหมุดสู่การเคลียร์ภาระหนี้ทั้งหมดอย่างสมบูรณ์ภายในปี 2570
- การแยก “ปัญหาโครงสร้างมรดก” ออกจาก “การดำเนินงานทางธุรกิจ”
ข้อพิพาททางกฎหมายและปัญหากรรมสิทธิ์ทรัพย์สินภายในตระกูล เช่น กรณีบ้านสุขาวดี ซึ่งมีคดีความในศาลกว่า 20 คดี มักเป็นจุดสุ่มเสี่ยงที่ทำให้ธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่ต้องหยุดชะงัก ทว่ายุทธศาสตร์ของสหฟาร์มในปัจจุบันคือ “การจำกัดวงความเสี่ยง” (Ring-Fencing)
การปล่อยให้กระบวนการทางกฎหมายดำเนินไปตามขั้นตอน โดยล่าสุดศาลมีคำสั่งชี้ขาดเรื่องกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงแล้วถึง 9 คดี ช่วยลดความผันผวนทางกฎหมาย ขณะเดียวกัน ฝ่ายบริหารได้แยกโครงสร้างการทำงานเชิงพาณิชย์ออกจากข้อพิพาทส่วนบุคคลอย่างเด็ดขาด ทำให้พันธมิตรค้าปลีกและคู่ค้าต่างประเทศยังคงมีความเชื่อมั่นต่อแบรนด์อย่างต่อเนื่อง
- ปรับโครงสร้างองค์กรมุ่งสู่ Global Food Company
เป้าหมายถัดไปของสหฟาร์มหลังจากสลัดพันธนาการหนี้สิน คือการยกระดับองค์กรจากผู้ผลิต OEM สู่การเป็น Global Food Company ซึ่งต้องอาศัยการปรับปรุง 3 มิติหลัก:
Agtech & Efficiency เพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงและการแปรรูปด้วยเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนต่อหน่วย
Product Value Addition ขยายไลน์สินค้าแปรรูปพร้อมรับประทาน (Ready-to-Eat) ที่มีมาร์จิ้นสูง แทนการส่งออกไก่สดแช่แข็งเพียงอย่างเดียว
ESG & Sustainability ปรับมาตรฐานฟาร์มและโรงงานให้สอดรับกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของคู่ค้าฝั่งยุโรปและเอเชีย
กรณีศึกษาของ สหฟาร์ม ถือเป็น “คลาสเรียนการบริหารธุรกิจครอบครัว (Family Business Restructuring) ที่สำคัญของไทย” การที่ทายาทรุ่นสองและผู้บริหารเก่ายังคงรักษาเสถียรภาพการผลิตจนสามารถสร้างยอดส่งออกทุบสถิติ ท่ามกลางมรสุมหนี้สินและข้อพิพาททางกฎหมายภายในตระกูล สะท้อนให้เห็นถึง “ความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน (Core Business Supply Chain)” ที่ไม่ถูกสั่นคลอนไปตามปัจจัยภายนอก การเตรียมหลุดพ้นจากภาระหนี้อย่างสิ้นเชิงในระยะเวลาอันใกล้ ย่อมเปิดโอกาสให้ สหฟาร์ม กลับมาโลดแล่นในตลาดส่งออกเนื้อสัตว์ระดับโลกได้อย่างเต็มศักยภาพ และเป็นบทพิสูจน์ว่า Mindset การบริหารคนและการเอาชนะวิกฤต คือสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงยิ่งกว่าตัวเงิน





