สถิติ "ไทยช่วยไทยพลัส" สะท้อนความสำเร็จการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น กว่า 82% ของยอดใช้จ่ายหมุนเวียนในต่างจังหวัด และ 70% ของร้านค้าอยู่นอกเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่แม้โครงการจะช่วยกระจายรายได้ แต่ยังพบปัญหาในบางจังหวัดที่มีจำนวนร้านค้าเข้าร่วมน้อย ทำให้ผู้ใช้สิทธิมีทางเลือกจำกัด และอาจได้รับประโยชน์จากสวัสดิการได้ไม่มากเท่าที่ควร
รัฐบาลปัจจุบันใช้มาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” (60/40) เพื่อลดค่าครองชีพ ในช่วงที่เกิดวิกฤตการราคาพลังงานจากผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลาง โดยในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมามีผู้ได้รับสิทธิ์ประมาณ 26 ล้านคน มียอดใช้จ่ายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจจากโครงการนี้กว่า 1.64 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ สิ่งที่บ่งบอกถึงผลกระทบเชิงบวกที่มีต่อเศรษฐกิจไทยนอกจากเม็ดเงินที่มีการใช้จ่ายลงไปในระบบเศรษฐกิจแล้ว ยังต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ในมิติอื่นๆเช่นการกระจายตัวของเม็ดเงินจากโครงการในจังหวัดและภูมิภาคต่างๆซึ่งจะทำให้ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในหลายพื้นที่
ซึ่งจะตอบโจทย์เรื่องของ "การกระจายตัวเศรษฐกิจ" จากมาตรการนี้ตามที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้พูดไว้ก่อนหน้านี้ว่าโครงการนี้ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจทั่วทั้งประเทศทั้งในแง่ของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ และการใช้จ่ายของประชาชน
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่าสถิติการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” (60/40) ณ วันที่ 20 ก.ย. 2569 สะท้อนว่า แรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการดำเนินโครงการ เข้าถึงประชาชนและร้านค้ารายย่อยทั่วประเทศ ในลักษณะที่กระจายตัว และไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเท่านั้น
ภาคอีสานแชมป์ร้านค้าลงทะเบียนสูงสุด
โดยจากข้อมูลการลงทะเบียน พบจำนวนร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการและผ่านการตรวจสอบแล้ว 1,192,528 ร้าน ในจำนวนนี้ เป็นร้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 232,434 ร้าน คิดเป็น 19% ของร้านค้าทั้งหมด
มากกว่า กรุงเทพมหานครที่มี 178,813 ร้านค้า หรือ 15% ของร้านค้าทั้งหมด โดยเมื่อรวมสัดส่วนร้านค้าในทุกภูมิภาคไม่รวมกรุงเทพฯ และปริมณฑลเข้าด้วยกัน จะมีสัดส่วนสูงถึง 70% ของร้านค้าทั้งประเทศ
นอกจากนี้ ในการจัดอันดับจังหวัดที่มีจำนวนร้านค้าลงทะเบียนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 กรุงเทพฯ, อันดับ 2 ชลบุรี, อันดับ 6 นครราชสีมา, อันดับ 7 เชียงใหม่, และ อันดับ 8 สงขลา พบมีจังหวัดจากทุกภาค เว้นแต่เพียงภาคตะวันตกเท่านั้นที่ไม่ติดใน 10 อันดับ
โดยภาคตะวันตก มีจำนวนร้านค้าที่ลงทะเบียนน้อยที่สุดในทุกภาคที่ 54,029 ร้านหรือคิดเป็น 5% ของร้านค้าทั้งหมด ทั้งนี้ จำนวนร้านค้าที่ลงทะเบียนจากทุกจังหวัดในภาคตะวันตก แพ้จำนวนร้านค้าจากจังหวัดชลบุรีเพียงจังหวัดเดียวที่มีจำนวนร้านค้าลงทะเบียนอยู่ที่ 57,871 ร้าน
การใช้จ่าย 82% กระจายนอกกรุงเทพฯ
ไทยช่วยไทยพลัส ก่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจแล้วกว่า 163,627 ล้านบาท แบ่งเป็นส่วนที่รัฐร่วมจ่าย 94,072 ล้านบาท และประชาชนร่วมจ่าย 69,555 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้ มียอดใช้จ่ายสะสม 28,770.1 ล้านบาท หรือเพียง 18% ของทั้งหมดเท่านั้นที่มาจากกรุงเทพฯ กล่าวคือ เม็ดเงินอีกกว่า 82% คิดเป็นมูลค่าราว 134,857 ล้านบาท หมุนเวียนอยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดทั่วประเทศ
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อนำยอดใช้จ่ายใน 10 จังหวัดที่มียอดใช้จ่ายสูงสุดมารวมกัน จะคิดเป็นเพียง 48% ของยอดรวมทั้งประเทศ สะท้อนว่าอีก 52% หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของเม็ดเงินทั้งหมด ถูกกระจายไปยัง 67 จังหวัดที่เหลือ
โดยกลไกร่วมจ่าย 60/40 จะช่วยดึงกำลังซื้อให้ลงไปถึงระดับพื้นที่ และกระจายลงสู่ร้านค้ารายย่อย เช่น ร้านโชห่วย ตลาดสด ซึ่งมีแนวโน้มนำรายได้ไปใช้จ่ายต่อในพื้นที่ ก่อให้เกิดการหมุนเวียนของเม็ดเงินภายในเศรษฐกิจท้องถิ่นซ้ำอีกหลายรอบ ทำให้ผลของมาตรการส่งผ่านไปถึงเศรษฐกิจฐานรากได้มาก
พบข้อมูลร้านค้าบางจังหวัดมีน้อยเกินไป
นอกจากมิติของจำนวนร้านค้าและเม็ดเงินแล้ว "จำนวนผู้ใช้บริการต่อร้านค้า" ยังเป็นอีกตัวชี้วัดที่สะท้อนความหนาแน่นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในแต่ละพื้นที่ ขณะที่ค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศอยู่ที่ 21.6 รายต่อร้าน แต่ก็พบว่าหลายจังหวัดมีสัดส่วนสูงกว่าค่าเฉลี่ยหลายเท่าตัว นำโดยสมุทรสงคราม 168.4 รายต่อร้าน รองลงมาคือ นครปฐม 145.6 รายต่อร้าน, นครนายก 144.5 รายต่อร้าน, และสมุทรสาคร 142.6 รายต่อร้าน
โดยตัวเลขความหนาแน่นที่สูงเกิดจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการในพื้นที่มีไม่มากนัก เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ถือสิทธิ ส่งผลต่อกำลังซื้อที่เกิดขึ้น ไหลไปกระจุกตัวอยู่ที่ร้านค้าไม่กี่แห่ง ต่างจากกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ที่มีร้านค้าหนาแน่น ทำให้ผู้ใช้สิทธิถูกกระจายออกไปหลายร้านและค่าเฉลี่ยต่อร้านจึงต่ำกว่า
ด้านหนึ่งสะท้อนว่า ร้านค้ารายย่อยในต่างจังหวัดได้รับประโยชน์ต่อรายสูงกว่าร้านในเมืองใหญ่ เนื่องจากเม็ดเงินจากโครงการมีผลต่อรายได้ของผู้ประกอบการรายเล็กอย่างมีนัยสำคัญ แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นสัญญาณเตือนถึงข้อจำกัดด้านการเข้าถึงของประชาชน
เพราะเมื่อร้านค้าในพื้นที่มีน้อย ผู้ถือสิทธิย่อมมีทางเลือกจำกัด ต้องเดินทางไกลขึ้น หรือเผชิญความแออัดในการใช้สิทธิ ซึ่งอาจทำให้การใช้จ่ายไม่เต็มศักยภาพที่ควรจะเป็น ภาครัฐควรเร่งขยายฐานร้านค้าในจังหวัดเหล่านี้ เพื่อให้แรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจกระจายตัวได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แนะใช้ฐานข้อมูลพัฒนาโครงการ
ในภาพรวมข้อมูลของไทยช่วยไทยพลัส ยืนยันว่า แรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจจากโครงการกระจายไปถึงผู้ค้ารายย่อย และเศรษฐกิจฐานรากในต่างจังหวัดได้จริง
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จดังกล่าวยังมาพร้อมโจทย์การพัฒนา อย่างในบางจังหวัดที่ยังมีจำนวนร้านค้าน้อยและความหนาแน่นของผู้ใช้สิทธิต่อร้านสูง สะท้อนว่าความต้องการใช้สิทธิในพื้นที่มีอยู่จริง แต่จำนวนร้านค้าที่เข้าร่วมอาจยังตามไม่ทัน
ข้อมูลจากกระทรวงการคลังสะท้อนว่าก้าวต่อไปของการพัฒนาโครงการอาจเป็นการหันมาเน้นด้านคุณภาพมากขึ้น เช่น ยกระดับการเข้าถึงของผู้ใช้ไทยช่วยไทยพลัส หรือขยายฐานร้านค้าที่เข้าร่วมในจังหวัดที่ยังมีร้านค้าน้อย ผ่านการลดอุปสรรคด้านการลงทะเบียนและระบบดิจิทัล
ทั้งนี้ การขับเคลื่อนโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ จะเดินหน้าไปในทิศทางไหนต่อ ยังเป็นปัจจัยที่ต้องจับตามอง





