3 หน่วยงานรัฐผนึกกำลัง ลงนาม MOU เชื่อมข้อมูลการผลิต การค้า และสินเชื่อ หวังยกระดับศักยภาพเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย ให้ใช้ประโยชน์จากความตกลง FTA ขยายส่งออกตลาดต่างประเทศ พร้อมตั้งรับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าได้อย่างรอบด้าน
KEY POINTS
- สศก. กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และ EXIM Bank ลงนามความร่วมมือ (MOU) เพื่อส่งเสริมให้ภาคเกษตรไทยใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ในการขยายตลาดสู่เวทีโลก
- ความร่วมมือนี้เป็นการบูรณาการข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรจาก สศก., ความรู้ด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีและกฎระเบียบการค้าจากกรมเจรจาฯ และบริการสินเชื่อพร้อมการบริหารความเสี่ยงจาก EXIM Bank
- มีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบนิเวศการส่งออกที่ครบวงจร ช่วยให้เกษตรกรและผู้ประกอบการมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจสำหรับวางแผนการผลิต การตลาด และการเงิน
ในยุคที่สิทธิประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) กลายเป็นหัวใจสำคัญของการขยายตลาดส่งออก ความร่วมมือระหว่าง สศก. กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และ EXIM Bank จึงเกิดขึ้นเพื่อปลดล็อกศักยภาพภาคเกษตรไทยแบบครบวงจร การผสานข้อมูลการผลิต สิทธิประโยชน์ภาษี และบริการบริหารความเสี่ยงทางการเงินในครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยมองเห็นโอกาสในตลาดโลก และสามารถปรับตัวรองรับการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า การส่งเสริมให้ภาคเกษตรไทยใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านข้อมูลการผลิตและการตลาด ความเข้าใจกฎระเบียบทางการค้า และการเข้าถึงบริการทางการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) จึงเห็นความสำคัญของการเชื่อมโยงความเชี่ยวชาญของทั้ง 3 หน่วยงาน เพื่อสนับสนุนการขยายตลาดต่างประเทศ ควบคู่กับการเตรียมพร้อมรองรับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า
ทั้ง 3 หน่วยงานได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือยกระดับศักยภาพการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศสู่เวทีโลก ในโอกาสปิดโครงการ “การสร้างความเข้าใจประโยชน์ของ FTA สร้างเครือข่าย FTA Club” รุ่นที่ 4
ความร่วมมือดังกล่าวจะเชื่อมองค์ความรู้ของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ทั้งข้อมูล FTA สิทธิประโยชน์ทางภาษี และกฎระเบียบทางการค้า เข้ากับข้อมูลและคำแนะนำของ EXIM Bank ด้านบริการสินเชื่อ การประกันการส่งออก และการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อให้ผู้ประกอบการมีข้อมูลประกอบการเลือกตลาดและเตรียมความพร้อมทางการเงิน โดยการเข้าถึงบริการเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของธนาคาร
สำหรับ สศก. จะมุ่งสนับสนุนข้อมูลและการวิเคราะห์เศรษฐกิจการเกษตร ทั้งข้อมูลพื้นที่เพาะปลูก ปริมาณผลผลิต ราคาสินค้าเกษตร และการนำเข้าและส่งออกสินค้าเกษตร เพื่อใช้ประเมินศักยภาพสินค้าและความพร้อมของภาคการผลิต เมื่อนำมาพิจารณาร่วมกับข้อมูลตลาดและเงื่อนไขทางการค้า จะช่วยให้เห็นโอกาสในการขยายตลาดของสินค้าเกษตร รวมถึงประเด็นที่เกษตรกรและผู้ประกอบการต้องเตรียมปรับตัว ตลอดจนใช้เป็นข้อมูลประกอบการเสนอแนวทางพัฒนาภาคเกษตรภายใต้การเปิดเสรีทางการค้า
นายพีรพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรมีข้อมูลประกอบการวางแผนการผลิตและการจำหน่ายให้สอดคล้องกับโอกาสทางตลาด ส่วนหน่วยงานภาครัฐสามารถใช้ผลการวิเคราะห์ประกอบการกำหนดแนวทางส่งเสริมและดูแลภาคเกษตรที่อาจได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า โดย สศก. จะร่วมถ่ายทอดข้อมูลและองค์ความรู้ผ่านกิจกรรมภายใต้กรอบความร่วมมือ อาทิ การอบรม สัมมนา และการให้คำปรึกษา เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้
“เป้าหมายของ สศก. คือให้ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรช่วยเกษตรกรวางแผนการผลิตและการตลาดได้ดีขึ้น การเชื่อมข้อมูลของ สศก. กับความรู้ด้าน FTA และบริการทางการเงิน จะช่วยให้ผู้ประกอบการเห็นโอกาสทางธุรกิจและเตรียมความพร้อมได้รอบด้าน พร้อมสนับสนุนให้ภาคเกษตรไทยใช้ประโยชน์จากการค้าเสรีและปรับตัวต่อการแข่งขัน” นายพีรพันธ์ กล่าว
การลงนาม MOU ของ 3 หน่วยงานในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการบูรณาการงานเอกสารตามภารกิจรัฐ แต่คือ “การปิดจุดอ่อนเชิงยุทธศาสตร์” ของสินค้าเกษตรไทยในเวทีโลกอย่างตรงจุด เนื่องจากที่ผ่านมา เกษตรกร มักตกขอบการใช้ประโยชน์จาก FTA เพราะขาดข้อมูลการผลิตที่แม่นยำและกลัวความเสี่ยงทางการเงิน
การผนึกกำลัง “สศก.-กรมเจรจาฯ-EXIM Bank” จึงเป็นการสร้างนิเวศการส่งออกครบวงจร (Export Ecosystem) ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผลลัพธ์ที่ต้องจับตาหลังจากนี้ จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขมูลค่าส่งออกที่เพิ่มขึ้น แต่คือความสามารถของเกษตรกรในการปรับตัวรับคลื่นการค้าเสรี และการเปลี่ยนผ่านจาก “ผู้ผลิตวัตถุดิบ” ไปสู่ “ผู้ค้าก้าวหน้า” ที่ใช้ประโยชน์จากโครงข่าย FTA ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ





