เอเชียเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรโลกมากกว่าครึ่งหนึ่ง และเป็นพื้นที่สำคัญของการเติบโตด้าน การค้า และนวัตกรรมระดับโลก การจะคว้าโอกาสใหม่ๆ เพื่อการเติบโตของเอเชียได้อย่างไร
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เตรียมจัดการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026) ระหว่างวันที่ 12–18 ต.ค. 2569 ที่กรุงเทพ
การประชุมครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์บนเส้นด้ายระหว่างความขัดแย้งที่อาจก่อตัวลุกลามบานปลาย อันเนื่องมาจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และการเมืองระหว่างประเทศ ซ้ำเติมด้วยปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเศรษฐกิจที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ในความยากลำบากนี้ก็ยังมีโอกาสที่สดใสอยู่ไม่น้อย
ข้อมูลจากดัชนีการค้าสินค้า หรือ Goods Trade barometer ขององค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2569 ที่ผ่านมา ระบุว่า การค้าสินค้าทั่วโลกยังคงมีแนวโน้มแข็งแกร่งขึ้นในช่วงกลางปีนี้ แม้จะยังคงมีความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายต่างๆ อยู่ก็ตาม
สินค้าเอไอหนุนดัชนีการค้าโลกโตเด่น
ดัชนีชี้วัดการค้าสินค้าเป็นดัชนีชี้นำรวม หรือ composite leading indicator สำหรับการค้าสินค้า ซึ่งช่วยให้เห็นสัญญาณล่วงหน้าเกี่ยวกับทิศทางของการค้าโลกเทียบกับแนวโน้มในช่วงที่ผ่านมา พบว่า ค่าดัชนีล่าสุดอยู่ที่ระดับ 102.0 ซึ่งสูงกว่าทั้งค่าฐานที่ระดับ 100
ค่าดัชนีที่สูงกว่า 100 ซึ่งหมายถึงปริมาณการค้าที่สูงกว่าระดับแนวโน้มปกติ และยังสูงกว่าค่าดัชนีครั้งก่อนที่ระดับ 101.7 เมื่อเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา
“สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าการค้าสินค้าอยู่ในระดับที่สูงกว่าแนวโน้มปกติและยังคงมีแรงส่งอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบเชิงลบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงได้รับการชดเชยบางส่วนจากความต้องการที่แข็งแกร่งสำหรับชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)”
ในส่วนดัชนีย่อยที่เป็นองค์ประกอบทั้งหมดของดัชนีชี้วัดนี้ต่างมีค่าสูงกว่าระดับฐานที่ 100 ในระดับที่แตกต่างกัน ยกเว้นเพียงดัชนีการขนส่งสินค้าทางตู้คอนเทนเนอร์ อยู่ที่ 99.6 ซึ่งปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับแนวโน้มเล็กน้อย
แนวโน้มกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยังแรงต่อ
ทั้งนี้ ดัชนีชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มีค่าสูงสุด อยู่ที่ 104.9 ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการที่แข็งแกร่งสำหรับสินค้าที่รองรับเทคโนโลยี AI ส่วนดัชนีคำสั่งซื้อสินค้าส่งออก อยู่ที่ 103.5 ซึ่งมีความสามารถในการคาดการณ์แนวโน้มได้ดี ก็ปรับตัวแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน โดยชี้ให้เห็นถึงการเติบโตของการค้าสินค้าอย่างต่อเนื่องในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
“WTO คาดการณ์เมื่อวันที่ 19 มี.ค.2569 ว่าปริมาณการค้าสินค้าโลกจะเติบโตที่ระดับ 1.9% ภายใต้สถานการณ์พื้นฐาน หรือ baseline scenario และเติบโตที่ระดับ 1.4% ภายใต้สถานการณ์ที่ราคาพลังงานอยู่ในระดับสูง หรือ high-energy-price scenario ซึ่งสะท้อนถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและ การลงทุนAI อย่างต่อเนื่องอาจช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตของการค้าสินค้าขึ้นอีก 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์”
IMFชี้ศักยภาพอาเซียนทางเลือกลดพึ่งพาจีน
สอดคล้องกับ ข้อมูลจากนิตยสาร FINANCE & DEVELOPMENT INTERNATIONAL MONETARY FUND ฉบับเดือน ก.ย. 2569ของ IMF ระบุว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในเวทีโลก จากกลุ่มเศรษฐกิจอาเซียนทั้ง 11 ประเทศที่มีมูลค่าถึง 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ซึ่งถือเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก มีประชากรรวมกันราว 700 ล้านคน และมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่า 4.5% ต่อปี ซึ่งนับเป็นหนึ่งในอัตราการเติบโตที่รวดเร็วที่สุดในโลก
ในขณะที่ภาคธุรกิจต่างพยายามลดการพึ่งพาจีน อาเซียนก็ได้กลายเป็นฐานการผลิตทางเลือกที่ได้รับความนิยมสูงสุด ทั้งผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิป และยักษ์ใหญ่ด้านอิเล็กทรอนิกส์ต่างพากันขยายฐานการผลิตเข้ามาในภูมิภาคนี้
โดยในปี 2568 ยอดการลงทุนจากต่างประเทศพุ่งสูงถึง 2.44 แสนล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 10% และการลงทุนในภาคการผลิตก็เพิ่มขึ้นเกือบถึง 50%
อย่างไรก็ตาม ปริมาณการค้าภายในภูมิภาคกลับมีสัดส่วนที่ต่ำมาก สินค้าส่งออกของอาเซียนเพียง22% เท่านั้นที่ส่งไปยังประเทศสมาชิกด้วยกันเอง ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับกลุ่มสหภาพยุโรปที่มีสัดส่วนการค้าภายในกลุ่มสูงถึง 61 %รูปแบบดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนที่สุดในสองประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจเปิดกว้างมากที่สุดอย่างสิงคโปร์และเวียดนาม ซึ่งแม้จะมีการค้าขายกับทั่วโลกในปริมาณมหาศาล แต่กลับมีการค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้านในสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อย
ห่วงอาเซียนเทรดกันเองน้อยชี้เป็นความเสี่ยง
สินค้าที่มีการซื้อขายข้ามพรมแดนภายในภูมิภาคส่วนใหญ่เป็นสินค้าขั้นกลางหรือชิ้นส่วนและส่วนประกอบต่างๆ ที่ป้อนเข้าสู่โรงงานเพื่อผลิตสินค้าส่งออกไปยังตลาดโลก
“อาเซียนได้สร้างห่วงโซ่การผลิตร่วมกันขึ้นมาแล้ว แต่ยังไม่ได้สร้างตลาดร่วมกัน ความมั่งคั่งของภูมิภาคนี้จึงขึ้นอยู่กับอุปสงค์จากภายนอก ซึ่งทำให้ภูมิภาคมีความเสี่ยงหากอุปสงค์ดังกล่าวเกิดความผันผวน ตลาดภายในภูมิภาคที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่นี้ถือเป็นโอกาสสำคัญ”
การประเมินของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ชี้ให้เห็นว่า การยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (non-tariff barriers) อาจช่วยเพิ่มผลผลิตของอาเซียนได้ถึง4.3% ในระยะยาว ในยามที่กระแสการค้าโลกมีความไม่แน่นอนมากขึ้น ตลาดภายในภูมิภาคที่เข้มแข็งจะช่วยเปิดช่องทางใหม่สำหรับการเติบโตและสร้างความยืดหยุ่นให้กับอาเซียน
กฤษณะ ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการ IMF ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า ปัญญาประดิษฐ์ การแปลงเป็นดิจิทัล และการบูรณาการระดับภูมิภาคที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น สามารถเปิดเส้นทางใหม่สู่การเติบโตได้ ในขณะที่เศรษฐกิจที่กำลังเติบโตใช้ประโยชน์จากแรงงานที่ขยายตัว เศรษฐกิจที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อชดเชยอุปสรรคทางด้านประชากรศาสตร์ได้ ดังเช่นที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้กำลังทำอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม การเติบโตต้องนำมาซึ่งผลประโยชน์ที่จับต้องได้ การประท้วงที่เกิดขึ้นทั่วภูมิภาคเมื่อเร็วๆ นี้ ชี้ให้เห็นถึงความเป็นจริงที่น่ากังวล นั่นคือ คนหนุ่มสาวจำนวนมากไม่เห็นว่าการเติบโตจะนำไปสู่การมีงานที่มั่นคงและการเลื่อนฐานะทางสังคม





