วันพฤหัสบดี ที่ 17 กันยายน 2569

Login
Login

พักขังน้ำ ศูนย์ข้าวอยุธยา หนุนทำนาเปียกสลับแห้ง เซฟน้ำ 30%

ศูนย์วิจัยข้าวพระนครศรีอยุธยา ขับเคลื่อนนโยบายกรมการข้าว ถ่ายทอดเทคโนโลยีการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) ในแปลงนา ชี้ช่วยประหยัดน้ำได้สูงสุดถึง 30% ลดการปล่อยก๊าซมีเทน 20-48% พร้อมช่วยให้ต้นข้าวรากแข็งแรง ดูดซับธาตุอาหารได้ดีและทนทานต่อโรคและแมลง

KEY POINTS

  • ศูนย์วิจัยข้าวพระนครศรีอยุธยาสนับสนุนให้เกษตรกรทำนาด้วยเทคโนโลยี "เปียกสลับแห้ง" (AWD) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ
  • เทคนิคการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งสามารถช่วยประหยัดน้ำในการทำนาได้ถึง 20-30%
  • วิธีการนี้ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้ 20-48% และทำให้ต้นข้าวแข็งแรง รากดูดซับธาตุอาหารได้ดีขึ้น ทนทานต่อโรคและแมลง

ในฐานะที่ ศูนย์วิจัยข้าวพระนครศรีอยุธยา มีภารกิจในการศึกษาวิจัย ถ่ายทอดองค์ความรู้ และเผยแพร่เทคโนโลยีด้านการผลิตข้าวแก่เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำตามนโยบายการส่งเสริมของกรมการข้าว จึงได้มีการขับเคลื่อนและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ชาวนาที่สนใจ โดยการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง หรือ AWD (Alternate Wetting and Drying) เป็น 1 ใน 6 เทคโนโลยีหลักของการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ ที่เรียกว่า “SMART RICE 6” ซึ่งกรมการข้าวได้พัฒนาขึ้น เพื่อให้การผลิตข้าวคาร์บอนต่ำทำได้ง่าย และเป็นรูปธรรม ที่มีการถ่ายทอดและได้รับความสนใจจากชาวนาในพื้นที่รับผิดชอบ

พักขังน้ำ ศูนย์ข้าวอยุธยา หนุนทำนาเปียกสลับแห้ง เซฟน้ำ 30% พักขังน้ำ ศูนย์ข้าวอยุธยา หนุนทำนาเปียกสลับแห้ง เซฟน้ำ 30%

เทคโนโลยีการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง สามารถลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากการขังน้ำในนาข้าวได้ร้อยละ 20-48 และยังช่วยลดปริมาณการใช้น้ำได้ร้อยละ 20-30 อีกด้วย อีกทั้งในสภาพดินแห้ง จะช่วยทำให้รากต้นข้าวได้รับอากาศ สามารถแตกรากข้าวใหม่มากขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพในการดูดซับธาตุอาหาร แข็งแรง ทนต่อโรคและแมลงศัตรูข้าวได้ดีขึ้น

พักขังน้ำ ศูนย์ข้าวอยุธยา หนุนทำนาเปียกสลับแห้ง เซฟน้ำ 30% พักขังน้ำ ศูนย์ข้าวอยุธยา หนุนทำนาเปียกสลับแห้ง เซฟน้ำ 30%

วิธีการของเทคโนโลยีการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งไม่ซับซ้อน เริ่มจากการปรับพื้นที่นาให้ราบเรียบสม่ำเสมอ เพราะจะช่วยให้ควบคุมระดับน้ำในแปลงนาได้อย่างทั่วถึงและแม่นยำ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้สามารถบริหารจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหลังหว่านข้าวแล้วให้ระบายน้ำให้แห้งเพื่อให้เมล็ดข้าวงอกสม่ำเสมอ พ่นสารคุม-ฆ่าวัชพืชหลังหว่านข้าว 10 วัน และเอาน้ำเข้าแปลงหลังพ่นสารภายใน 2 วัน ประมาณครึ่งต้นข้าว รักษาระดับน้ำไว้จนถึงช่วงการใส่ปุ๋ยครั้งที่ 1 เมื่อข้าวอายุ 20-25 วัน

หลังจากหว่านปุ๋ยครั้งที่ 1 แล้วปล่อยน้ำในนาให้แห้งไปโดยธรรมชาติจนน้ำอยู่ที่ระดับ 15 เซนติเมตร ใต้ผิวดิน สูบน้ำเข้าแปลงจนระดับน้ำสูง 5 เซนติเมตร เหนือผิวดิน จากนั้นปล่อยน้ำให้แห้งไปตามธรรมชาติ ทำสลับกันไปจนถึงช่วงการใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 ที่ระยะกำเนิดช่อดอก หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าระยะข้าวแต่งตัว ทั้งนี้ ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 ควรรักษาระดับน้ำในแปลงให้อยู่ที่ 5 เซนติเมตร เหนือผิวดิน จนถึงก่อนเก็บเกี่ยว 10 วัน จึงปล่อยให้แปลงแห้งเพื่อให้ข้าวสุกแก่สม่ำเสมอและสะดวกต่อการเก็บเกี่ยว

สำหรับการดูระดับน้ำ แนะนำให้ติดตั้งท่อดูน้ำ ซึ่งเป็นท่อพีวีซีขนาดความยาว 25 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลาง 4 นิ้ว เจาะรูด้วยสว่านเส้นผ่านศูนย์กลาง หุนครึ่งถึงสองหุน 4 - 5 แถวรอบ ๆ ท่อ แต่ละรูห่างกัน 5 ซม. ฝังลงไป 20 ซม. ให้ปากท่อโผล่ขึ้นพื้นผิวดิน 5 ซม. โดยให้ติดตั้ง 1-2 จุด ในแปลงนา

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยข้าวพระนครศรีอยุธยา เลขที่ 50 หมู่ 2 ต.หันตรา อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา โทรศัพท์ 0-3570-9051

ศูนย์วิจัยข้าวพระนครศรีอยุธยา มุ่งมั่นเดินหน้าภารกิจศึกษาวิจัย ถ่ายทอดองค์ความรู้ และเผยแพร่เทคโนโลยีการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำตามนโยบายของกรมการข้าว ผ่านระบบ “SMART RICE 6” โดยเน้นส่งเสริมเทคโนโลยีการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying: AWD) ซึ่งเป็น 1 ใน 6 เทคโนโลยีหลักที่ทำได้ง่ายและเห็นผลเป็นรูปธรรม นวัตกรรมนี้นอกจากจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขังน้ำในนาข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังช่วยลดปริมาณการใช้น้ำลงได้อย่างชัดเจน อีกทั้งในสภาพดินแห้งยังเปิดโอกาสให้รากข้าวได้รับอากาศ แตกรากใหม่ได้ดีขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการดูดซับธาตุอาหาร ทำให้ต้นข้าวแข็งแรงและทนทานต่อโรคและแมลงศัตรูข้าวมากยิ่งขึ้น