ราคาน้ำมันโลก กลับมาเป็นขาขึ้นจากแรงกดดันภูมิรัฐศาสตร์ หลัง "สหรัฐ-อิหร่าน" เผชิญหน้ารุนแรง ดันความเสี่ยงอุปทานตะวันออกกลางพุ่ง ขณะที่ไทยเผชิญโจทย์หนัก เมื่อรัฐบาลเดินหน้าลดราคาขายปลีกน้ำมันตามนโยบายลดค่าครองชีพ ส่งผลกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแบกรับภาระเพิ่มทันที นักวิเคราะห์เตือน หากราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นต่อ กองทุนอาจกลับมาติดลบแตะระดับ 1 แสนล้านบาทอีกครั้ง
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า สถานการณ์ตลาดพลังงานโลกกลับมาตึงตัวอีกระลอก หลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านทวีความรุนแรง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจากความกังวลว่าความขัดแย้งอาจลุกลามจนกระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันคิดเป็นเกือบหนึ่งในห้าของอุปทานโลก
ทิศทางดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ประเทศไทยเพิ่งประกาศลดราคาขายปลีกน้ำมันตามนโยบายรัฐบาล ส่งผลให้ภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มสูงขึ้นทันที ทั้งที่ฐานะกองทุนยังอยู่ในภาวะติดลบกว่า 5.8 หมื่นล้านบาท ณ วันที่ 12 ก.ค. 2569
น้ำมันโลกพุ่งแรง รับความเสี่ยงตะวันออกกลาง
จากรายงานของบลูมเบิร์ก ที่ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบกำลังมุ่งหน้าสู่การปรับขึ้นรายสัปดาห์มากที่สุดในรอบหลายเดือน จากความวิตกต่อสถานการณ์ความมั่นคงในตะวันออกกลาง
ในการซื้อขายช่วงเช้าวันที่ 17 ก.ค. 2569 ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้น 0.9% มาอยู่ที่ 79.65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และมีแนวโน้มปรับขึ้นมากกว่า 11% ภายในสัปดาห์เดียว
ขณะที่ น้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนกันยายน ปิดการซื้อขายวันที่ 16 ก.ค. ที่ 84.23 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ในวันดังกล่าวจะอ่อนตัวลง 0.9%
การฟื้นตัวของราคาน้ำมันครั้งนี้ทำให้ราคากลับขึ้นมาใกล้ระดับสูงสุดในรอบประมาณ 1 เดือน หลังจากเคยปรับฐานลงกว่า 30% ในช่วงไตรมาส 2 ของปี
ห่วงช่องแคบฮอร์มุซ กระทบอุปทานโลก
ตลาดพลังงานทั่วโลกจับตาความเป็นไปได้ที่ความขัดแย้งจะส่งผลกระทบต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลาง
นอกจากน้ำมันดิบแล้ว ความกังวลยังขยายไปยังตลาดน้ำมันสำเร็จรูป ทั้งดีเซลและเบนซิน ส่งผลให้ค่าการกลั่นของโรงกลั่นในสหรัฐปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงเป็นประวัติการณ์
น้ำมัน "ดีเซล-เบนซิน" ตึงตัวทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ความตึงตัวของตลาดเชื้อเพลิงสำเร็จรูปเกิดขึ้นพร้อมกับการที่การส่งออกน้ำมันของรัสเซียลดลง หลังยูเครนโจมตีโรงกลั่นหลายแห่ง และรัฐบาลรัสเซียออกมาตรการจำกัดการส่งออกดีเซล
ปัจจัยดังกล่าวทำให้ทั้งสหรัฐและยุโรปเผชิญภาวะอุปทานเชื้อเพลิงตึงตัวมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพของผู้บริโภคทั่วโลก
ไทยลดราคาน้ำมัน แม้กองทุนน้ำมันฯ ยังติดลบ
แหล่งข่าว กล่าวต่อว่า ขณะที่ราคาพลังงานโลกเริ่มกลับมาเป็นขาขึ้น ประเทศไทยกลับเดินหน้าปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันตามนโยบายรัฐบาล หาวิธีลดราคาน้ำมันเมื่อวันที่ 7 ก.ค. 69 เพื่อบรรเทาค่าครองชีพประชาชน
ทั้งนี้ จากข้อมูลสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 5 ก.ค. 2569 สถานะกองทุนน้ำมันฯมีมีบัญชีติดลบ 57,362 ล้านบาท ประกอบด้วย บัญชีน้ำมัน ติดลบ 18,091 ล้านบาท บัญชี LPG ติดลบ 39,271 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าฐานะกองทุนยังอยู่ในภาวะเปราะบาง แม้ราคาน้ำมันโลกในช่วงก่อนหน้านี้จะปรับลดลง
จากกองทุนเป็นบวก สู่ติดลบหลังตรึงดีเซล
หากย้อนกลับไปก่อนเกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2569 สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 22 ก.พ.. 2569 ยังเป็นบวกที่ 2,385 ล้านบาท โดยบัญชีน้ำมัน เป็นบวก 40,374 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบ 37,989 ล้านบาท
ทั้งนี้ ส่งผลให้ราคาน้ำมันตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น รัฐบาลได้ประกาศตรึงราคาดีเซลไว้ที่ 30 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 15 วันในช่วงแรกของความขัดแย้ง ภาระของกองทุนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้วันที่ 8 มี.ค. 2569 สถานะกองทุนพลิกกลับมาติดลบทันทีที่ 786 ล้านบาท ก่อนขาดดุลเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในเวลาต่อมา จนปัจจุบันติดลบกว่า 5 หมื่นล้านบาท
"อนุทิน" สั่งลดราคาน้ำมันทันที
ทั้งนี้จากการที่วันที่ 7 ก.ค. 2569 นายอนุทิน ได้มอบนโยบายให้นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หาแนวทางปรับลดราคาน้ำมันขายปลีก โดยนายกรัฐมนตรี ให้เหตุผลว่า ประชาชนรับรู้ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ปรับลดลงและอยู่ในระดับทรงตัว ดังนั้น ราคาขายปลีกในประเทศก็ควรสะท้อนต้นทุนที่ลดลงเช่นกัน
"รัฐบาลต้องการให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน รวมถึงลดต้นทุนของผู้ประกอบการให้ได้มากที่สุด"
นายอนุทิน ยังระบุว่า แม้จะไม่ได้กำหนดกรอบเวลาชัดเจน แต่ได้มอบนโยบายให้กระทรวงพลังงานดำเนินการผ่านกลไกของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) และคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เพื่อให้ราคาน้ำมันปรับลดลงโดยเร็ว
บอร์ด "กบง.-กบน." ลดน้ำมันทั้งระบบ
ภายหลังได้รับนโยบายจากนายกรัฐมนตรี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ได้เรียกประชุมด่วน กบง. และ กบน. ที่ประชุมมีมติ
- ลดราคาน้ำมันดีเซลทุกชนิด 2.56 บาทต่อลิตร
- และลดราคาน้ำมันเบนซินทุกชนิด 2.51 บาทต่อลิตร ทันที โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค. 2569
อย่างไรก็ตาม หลังการประกาศลดราคาน้ำมันเพียงไม่กี่วัน ฐานะกองทุนน้ำมันฯ ยิ่งอ่อนแอลง จากเดิมที่ติดลบ 57,362 ล้านบาท ณ วันที่ 5 ก.ค. 2569 เพิ่มเป็น 58,428 ล้านบาท ณ วันที่ 12 ก.ค. 2569
"สะท้อนว่าเพียงสัปดาห์เดียว กองทุนน้ำมันฯ ต้องนำเงินออกมาอุดหนุนราคาน้ำมันมากกว่า 1,200 ล้านบาท"
เสี่ยงกลับไปติดลบแตะ 1 แสนล้านบาท
แหล่งข่าวประเมินว่า หากราคาน้ำมันโลกยังปรับตัวสูงขึ้นจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อหรือส่งผลกระทบต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ภาระของกองทุนน้ำมันฯ จะเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในสถานการณ์ที่รัฐบาลยังคงใช้นโยบายตรึงหรือลดราคาขายปลีกเพื่อบรรเทาค่าครองชีพประชาชน กองทุนจะต้องรับภาระชดเชยส่วนต่างราคามากขึ้น และมีความเสี่ยงที่ฐานะกองทุนจะกลับไปติดลบในระดับกว่า 100,000 ล้านบาท ปี 2567 ได้อีกครั้ง หากราคาน้ำมันโลกปรับขึ้นต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี


