วันพุธ ที่ 16 กันยายน 2569

Login
Login

‘พิพัฒน์’ เร่งระบบ EMV ดัน BTS ออกบัตรใหม่ รับแตะจ่ายรถไฟฟ้า 17-45 บาท

“พิพัฒน์” เร่งเจรจาเอกชน ลุยติดตั้งหัวอ่านบัตร EMV รับแตะจ่ายค่าโดยสารรถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย 17 - 45 บาท เริ่ม 1 ม.ค.2570 ดัน BTS ออกบัตร Rabbit EMV เพื่อรองรับการจ่ายค่าโดยสาร พร้อมเตรียมเสนอ ครม. ภายใน พ.ย.นี้ ขออนุมัติงบกลางประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อนำมาอุดหนุน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม (คนต.) ครั้งที่ 3/2569 โดยระบุว่า ที่ประชุมวันนี้ (16 ก.ย. 2569) มีมติเห็นชอบการคัดเลือกหน่วยงานกลางเพื่อจัดทำระบบบริหารจัดการรายได้กลาง (Central Clearing House) โดยที่ประชุมเห็นชอบคัดเลือกธนาคารกรุงไทยทำหน้าที่ดังกล่าว เพื่อเตรียมความพร้อมของระบบหลังบ้านในการรองรับการบริหารจัดการเงินและเคลียร์คืนเงินส่วนต่างให้กับผู้โดยสาร รวมไปถึงประสานและเจรจากับเอกชนผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้าให้ดำเนินการติดตั้งระบบการจ่ายด้วยบัตร EMV 

สำหรับความพร้อมของการใช้นโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17 - 45 บาททุกสีทุกสายนั้น กระทรวงฯ ยังยืนยันจะเริ่มนโยบายดังกล่าวในวันที่ 1 ม.ค.2570 ซึ่งขณะนี้เหลือเวลาเตรียมการราว 3 เดือน ดังนั้นจะต้องเร่งติดตั้งเครื่องอ่านบัตร EMV ในระบบรถไฟฟ้าทุกสาย โดยเฉพาะรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่มีผู้ใช้บริการจำนวนมาก และปัจจุบันยังไม่รองรับการจ่ายค่าโดยสารด้วยบัตร EMV 

ขณะที่ผู้แทนจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) ประเมินว่าหากต้องเปลี่ยนหัวอ่านใหม่ทั้งหมดในรถไฟฟ้าสายสีเขียวจะต้องใช้เวลาประมาณ 1 - 2 ปี ดังนั้น ที่ประชุมจึงได้สรุปแนวทางการเชื่อมต่อระบบ โดยให้ธนาคารกรุงไทยประสานกับ BTS เพื่อปรับเปลี่ยนบัตรรถไฟฟ้าเป็น Rabbit EMV ผู้โดยสารสามารถถือบัตรใบเดียวแตะใช้งานกับรถไฟฟ้าสายสีเขียว และรถไฟฟ้าทุกสายได้ทันทีตามกำหนด 1 ม.ค.2570 

"นโยบายค่าโดยสารร่วม 17-45 บาท ได้ผ่านการอนุมัติหลักการจาก ครม. แล้ว ซึ่งจะยึดถือเป็นบรรทัดฐาน และจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2570 โดยจะดำเนินการขออนุมัติในรูปแบบปีต่อปี จนกว่าจะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานของรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงกลางในปี 2572 แล้วจึงจะพิจารณาแนวทางระยะยาวอีกครั้ง"

‘พิพัฒน์’ เร่งระบบ EMV ดัน BTS ออกบัตรใหม่ รับแตะจ่ายรถไฟฟ้า 17-45 บาท

ส่วนการชดเชยส่วนต่างค่าโดยสารรถไฟฟ้าที่เกินจากกรอบราคากำหนดตามสัญญาสัมปทานนั้น ภาครัฐจะเป็นผู้รับภาระในการชดเชยส่วนต่างทั้งหมดตามราคาค่าโดยสารในเส้นทางที่เดินทางจริงเกินกว่า 45 บาท โดยจะชดเชยให้แก่ผู้โดยสารและผู้ใช้บริการ ไม่ได้เป็นการชดเชยคืนให้แก่ผู้ประกอบการโดยตรง เบื้องต้นมีการประเมินว่าจะต้องใช้เงินอุดหนุนส่วนต่างราว 5,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งแหล่งเงินนำมาชดเชยนั้น เนื่องจากกองทุนตั๋วร่วมยังไม่มีงบประมาณสะสม จึงจำเป็นต้องขออนุมัติงบกลางจากรัฐบาลเพื่อนำมาอุดหนุนส่วนต่าง

ทั้งนี้ สนข.อยู่ระหว่างเจรจากับเอกชนผู้รับสัมปทาน เกี่ยวกับคาดการณ์รายได้ และการชดเชยค่าโดยสาร รวมไปถึงรายได้ที่จะเพิ่มขึ้นจากปริมาณผู้โดยสารที่คาดว่าจะเติบโตสูงขึ้นเกือบ 20% เพื่อนำส่วนต่างรายได้ดังกล่าวส่งคืนเข้ากองทุนตั๋วร่วม และนำมาใช้บริหารจัดการโครงการต่อไป

ซึ่งคาดว่าจะเจรจาแล้วเสร็จภายใน 1-2 เดือนนี้ หลังจากนั้นจะทำเรื่องเสนอไปยัง ครม.ภายในเดือน พ.ย.นี้ เพื่อขออนุมัติงบกลางใช้เป็นเงินทุนในการจ่ายส่วนต่างค่าโดยสารช่วงแรก พร้อมกับเสนอ ครม. อนุมัติร่างประกาศกฎกระทรวงเกี่ยวกับการกำหนดอัตราค่าโดยสารร่วมเริ่มต้น 17 บาท และสูงสุดไม่เกิน 45 บาท นับเป็นการเริ่มนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 17 - 45 บาททุกสีทุกสาย