วันพุธ ที่ 16 กันยายน 2569

Login
Login

สภาพัฒน์เปิด 3 ความเสี่ยงใหญ่การคลังไทย ดันปฏิรูป 3 ด้าน เพิ่ม Fiscal Space รับวิกฤต

"สภาพัฒน์" เปิด 3 ความเสี่ยงใหญ่ สั่นคลอนเสถียรภาพการคลังไทยจากสังคมสูงวัย วัยแรงงานต่ำ หนี้ผูกพันสูง ดันปฏิรูปใหญ่ 3 ด้าน ก่อนเกิดวิกฤตรอบใหม่

KEY POINTS

  • สภาพัฒน์ชี้ 3 ความเสี่ยงใหญ่ทางการคลังไทย ได้แก่ หนี้สาธารณะที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อจำกัดในการจัดเก็บรายได้ และโครงสร้างรายจ่ายผูกพันที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
  • เสนอแนวทางปฏิรูป 3 ด้านเพื่อแก้ปัญหา คือ การบริหารการคลังที่เน้นผลิตภาพระยะยาว, การจัดสวัสดิการสังคมแบบพุ่งเป้า และการขยายฐานภาษีเพื่อเพิ่มรายได้
  • การปฏิรูปมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ที่ปัจจุบันเหลือเพียง 3-4% ให้รัฐบาลมีศักยภาพเพียงพอสำหรับรองรับวิกฤตในอนาคต

วันนี้ (16 ก.ย.) สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ “สภาพัฒน์” จัดงานสัมมนาวิชาการสายงานเศรษฐกิจมหภาค ประจำปี 2569 (Macro Seminar 2026) ภายใต้หัวข้อ "เสริมคลัง สร้างอนาคต" ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 24

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ภูมิทัศน์ความเสี่ยงทางการคลังไทย นัยต่อการพัฒนาประเทศ” ว่านโยบายการคลังไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการจัดเก็บรายได้ การใช้จ่าย หรือการคุมหนี้สาธารณะและงบประมาณขาดดุลให้อยู่ภายใต้เพดานที่กำหนดเท่านั้น แต่เป็นปัจจัยชี้ขาดอนาคต และความเสี่ยงของประเทศ ทั้งนี้จากการใช้มาตรการทางการคลังมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ลดลงเป็นจำนวนมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมาจากทั้งการตั้งงบประมาณขาดดุลเต็มกรอบงบประมาณ และการจัดทำงบกลางปีเพิ่มเติม ส่งผลให้ปัจจุบันพื้นที่ทางการคลังของไทยเมื่อเทียบกับระดับเพดานหนี้สาธารณะเหลืออยู่เพียงประมาณ 3-4% เท่านั้น ปัจจัยดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ซึ่งหน่วยงานภาครัฐต้องถูกปรับลดงบประมาณลงเฉลี่ยถึง 30–40% ซึ่งสะท้อนถึงความตรึงตัวของภาคงบประมาณและการคลังของไทย

“ระยะต่อไปการวิเคราะห์ความเสี่ยงทางการคลังเปรียบเสมือนการตรวจสุขภาพเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ให้รัฐมีทรัพยากรเพียงพอในการรับมือกับความท้าทาย ทั้งสังคมสูงวัย คุณภาพการศึกษา ผลิตภาพ (Productivity) สวัสดิการสังคม และวิกฤตการณ์ที่ไม่คาดคิดในอนาคตซึ่งคาดการณ์ได้ยาก”นายดนุชากล่าว

  • เปิด 3 ความเสี่ยง สั่นคลอนเสถียรภาพการคลังไทย

นายดนุชากล่าวว่าปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายทางการคลังสำคัญ 3 ประการสำคัญได้แก่

1.ภาระหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้นจาก 41.1% ในช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 มาอยู่ที่ 67.5% ในปัจจุบัน ซึ่งแม้จะไม่ถึงขั้นเกิดวิกฤตหนี้ทันที แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าพื้นที่ทางการคลังในการรองรับความเสี่ยงลดลงอย่างมาก

2.ข้อจำกัดในการจัดเก็บรายได้ โดยรายได้สุทธิของรัฐบาลต่อ GDP มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง จาก 16.7% ในปีงบประมาณ 2559 เหลือเพียง 15% ในปีงบประมาณ 2568 ซึ่งต่ำกว่ากลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Economies) และกลุ่ม OECD สาเหตุมาจากข้อจำกัดในการขยายฐานภาษี รายได้ภาษีเติบโตไม่สอดคล้องกับ GDP การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และโครงสร้างประชากรสูงวัยที่ทำให้ฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลดลง

และ 3.โครงสร้างรายจ่ายผูกพันที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และขาดดุลงบประมาณต่อเนื่อง โดยประเทศไทยประสบภาวะขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องยาวนานและต้องกู้เงินชดเชยการขาดดุลปีละหลายแสนล้านบาท ขณะที่โครงสร้างรายจ่ายส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายผูกพันด้านสวัสดิการที่ตัดลดได้ยาก โดยไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Super-Aged Society) ในปี 2577 มีผู้สูงอายุสูงถึง 28.4% ของประชากรทั้งหมด ส่งผลให้สัดส่วนวัยแรงงานที่สร้างรายได้ภาษีลดลง แต่ภาระงบประมาณดูแลสุขภาพและสวัสดิการกลับเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างงบประมาณและการคลังนายดนุชา ได้เสนอแนวทางการปฏิรูปการคลัง 3 ด้านหลัก ได้แก่

  • แนะ 3 ข้อแก้ปัญหาการคลังไทยอย่างยั่งยืน

1.การบริหารการคลังระยะยาวเน้นผลิตภาพ: ปรับเปลี่ยนจากการอัดฉีดรายจ่ายระยะสั้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ มาเป็นการลงทุนระยะยาวที่สร้างผลิตภาพ (Productivity) เช่น การศึกษา สาธารณสุข โครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยีนวัตกรรม

สภาพัฒน์เปิด 3 ความเสี่ยงใหญ่การคลังไทย ดันปฏิรูป 3 ด้าน เพิ่ม Fiscal Space รับวิกฤต

2.จัดสวัสดิการสังคมแบบ "พุ่งเป้า" เพื่อปรับเปลี่ยนจากระบบสวัสดิการถ้วนหน้า (Universal) ที่สร้างภาระทางการคลังสูง มาเป็นการจัดสวัสดิการแบบพุ่งเป้าตามฐานะทางเศรษฐสังคม โดยการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐเพื่อลดความซ้ำซ้อน

และ 3.ขยายฐานรายได้และการปฏิรูปภาษี โดยมุ่งเน้นการขยายฐานภาษีให้กว้างขึ้น ดึงประชาชนและธุรกิจเข้าสู่ระบบภาษี แทนการปรับขึ้นอัตราภาษี พร้อมกับสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนว่าภาษีทุกบาทนำไปใช้เกิดประโยชน์อย่างจับต้องได้จริง

นายดนุชา กล่าวด้วยว่าในการจัดทำงบประมาณภาครัฐมีบทบาทเป็นผู้รับความเสี่ยง ของระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ สงคราม หรือภัยธรรมชาติจากความผันผวนของภูมิอากาศ (Climate Change) เช่น เหตุการณ์น้ำหลากในจังหวัดน่าน ซึ่งปัจจุบันระบบเรดาร์เตือนภัยล่วงหน้าได้เพียง 3 ชั่วโมง ทำให้มีความเสี่ยงด้านภัยพิบัติเพิ่มขึ้น ดังนั้น การปฏิรูปเศรษฐกิจและการปฏิรูปการคลังจึงต้องดำเนินควบคู่กันไป เพราะการสร้างความเข้มแข็งทางการคลังผ่านการปฏิรูปเศรษฐกิจ จะช่วยคืนพื้นที่ทางการคลังให้กว้างพอ เพื่อให้รัฐมีศักยภาพเพียงพอในการเลือกใช้นโยบายในการดูแลประชาชน ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และรับมือกับวิกฤตการณ์ที่ไม่คาดคิดในอนาคต

เลขาธิการสภาพัฒน์ปิดท้ายการปาฐกถาโดยกล่าวถึงวลีของ John Maynard Keynes นักเศรษฐศาสตร์ ชาวอังกฤษ ที่กล่าวไว้ว่า

“In the long run we are all dead” เพื่อย้ำเตือนว่าผู้กำหนด และทำนโยบายการคลังที่ดีต้องไม่ทิ้งภาระทางการคลังไว้ให้คนรุ่นหลัง แต่ต้องร่วมกันวางรากฐานและสร้างอนาคตที่ดีให้แก่ลูกหลานในระยะยาว

สภาพัฒน์เปิด 3 ความเสี่ยงใหญ่การคลังไทย ดันปฏิรูป 3 ด้าน เพิ่ม Fiscal Space รับวิกฤต