"เอกนัฏ พร้อมพันธุ์" รมว.พลังงาน เผย ประเทศไทย จะไม่หยุดแค่ LNG Hub ลุยประกาศศูนย์กลาง เปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด Gastech 2026
KEY POINTS
- นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เผยเป้าหมายของไทยในการจัดงาน Gastech 2026 ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นศูนย์กลางซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Hub) เท่านั้น
- เป้าหมายที่แท้จริงคือการประกาศให้โลกรู้ว่าไทยพร้อมเป็น "ศูนย์รวมการเชื่อมต่อในภูมิภาค" (Regional Interconnection Hub) เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดให้เร็วที่สุด
- จะมีการนำเสนอแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2026) ที่ตั้งเป้าให้มีสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดและหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 60% ภายในปี 2050
- หนึ่งในกลไกสำคัญคือการปฏิรูปโครงสร้างตลาดไฟฟ้า โดยเปิด "ตลาดรับซื้อไฟเสรี" (Direct PPA) ให้ทุกอุตสาหกรรมสามารถซื้อขายไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรง
- ไทยจะใช้เวทีนี้ผลักดันการเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าในภูมิภาค (ASEAN Power Grid) และประกาศยุทธศาสตร์ความเชื่อมโยงระหว่างความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร (Energy & Food Security) ผ่านเชื้อเพลิงชีวภาพ
ประเทศไทยกำลังเป็นเจ้าภาพ Gastech 2026 ซึ่งเป็นงานประชุมและนิทรรศการระดับโลกด้านก๊าซธรรมชาติและ LNG ในวันที่ 14-17 ก.ย.2569 โดยปกติจัดขึ้นในสหรัฐ ยุโรป หรือประเทศศูนย์กลางในภูมิภาคเอเชียอย่างสิงคโปร์ แต่ปี 2569 ไทยได้เป็นเจ้าภาพและจะมีผู้นำระดับสูงจากภาครัฐและบริษัทเอกชนด้านพลังงานทั่วโลกมารวมกันที่ไทยไม่ต่ำกว่า 50,000 คน
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผย “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า กระทรวงพลังงานจะใช้โอกาสนี้เป็นเวทีโชว์เคสความโดดเด่นของไทยทั้งความพร้อมเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาต่อเนื่อง ตลอดจนการปฏิรูปกฎเกณฑ์และมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่ออำนวยความสะดวกสูงสุดแก่ผู้ประกอบการต่างชาติ
นายเอกนัฏ กล่าวย้ำว่า แม้ใช้ชื่องาน Gastech แต่ขอบข่ายเปิดกว้างมากครอบคลุมเทคโนโลยีการผลิตก๊าซ เทคโนโลยีพลังงานสะอาด แนวทางกำกับดูแลและนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม
ต่อประเด็นบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางการซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Hub) นายเอกนัฏ แสดงมุมมองที่กว้างไกลกว่านั้น โดยระบุว่า ไม่อยากมองว่าพอจัด Gastech แล้วไทยต้องเป็นประเทศศูนย์กลางเฉพาะการใช้และจำหน่ายแก๊สเท่านั้น
ทั้งนี้เป้าหมายแท้จริงต้องประกาศให้ประชาคมโลกรับรู้ว่าไทยพร้อมทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมการเชื่อมต่อในภูมิภาค (Regional Interconnection Hub) เพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่พลังงานสะอาดเร็วที่สุด
ขณะที่ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ยังสำคัญในฐานะพลังงานช่วงเปลี่ยนผ่านที่รักษาเสถียรภาพระบบพลังงาน ซึ่งจะเป็นโอกาสทองเจรจาขยายห่วงโซ่อุปทานร่วมกับภาครัฐและเอกชนจากหลายประเทศ เพื่อหาแหล่งพลังงานใหม่ท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์
PDP 2026 แผนพลังงาน “ทะเยอทะยาน”
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญที่ไทยจะเสนอวิสัยทัศน์ต่อนักลงทุนต่างชาติในงาน Gastech 2026 คือ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2569 (PDP 2026) เพื่อแสดงความชัดเจนทิศทางระบบไฟฟ้าไทยและพันธสัญญามุ่งผลิตและใช้พลังงานสะอาดในอนาคต
สำหรับแผน PDP ฉบับนี้เป็นแผนทะเยอทะยานและท้าทายสุดเป็นประวัติการณ์ และเป็นแผนระยะยาว 25 ปี ครอบคลุมถึงปี ค.ศ. 2050 โดยมีรายละเอียดสำคัญ อาทิ
1.สัดส่วนพลังงานสะอาด กำหนดสัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดและหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 60% ของกำลังผลิตทั้งหมด
2.การใช้เทคโนโลยีลดคาร์บอน บรรจุแผนการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage หรือ CCUS) เป็นรูปธรรม ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทในไทยเตรียมแผนงานนำคาร์บอนไปกักเก็บใต้หลุมก๊าซธรรมชาติที่ขุดเจาะหมดแล้ว
3.พลังงานทางเลือกแห่งอนาคตหลายรูปแบบทั้งพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ควบคู่ศึกษาความเป็นไปได้เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกยุคใหม่ เช่น เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)
รวมถึงเทคโนโลยีพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal) และการใช้พลังงานไฮโดรเจน (Hydrogen) ซึ่งไทยเปิดกว้างพิจารณาทุกเทคโนโลยี โดยคำนึงระดับราคาและประสิทธิภาพสูงสุดในการแข่งขัน
ปลดล็อกครั้งใหญ่เปิด “ตลาดรับซื้อไฟเสรี”
รวมทั้งเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด ได้ปฏิรูปโครงสร้างตลาดไฟฟ้าจากเดิมเป็นระบบผู้ซื้อรายเดียวที่มีภาครัฐรับซื้อและจำหน่ายผู้เดียวไปสู่การเปิดตลาดรับซื้อไฟเสรี หรือการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง (Direct PPA)
สำหรับความคืบหน้าล่าสุด คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบเปิดตลาดรับซื้อไฟเสรีแก่ทุกอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้พลังงานสะอาด ไม่มีข้อจำกัด จากเดิมทดลองเปิดตลาดเฉพาะกลุ่ม Data Center ขนาดไม่เกิน 2,000 เมกะวัตต์
ทั้งนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งกำหนดเกณฑ์ให้เสร็จเร็วที่สุดเพื่อสร้างขีดความสามารถการแข่งขันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นประโยชน์แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย
“ได้ลงนามเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรียบร้อยแล้วเกี่ยวกับการปรับตัวระยะเปลี่ยนผ่านและการพัฒนาระบบกริดอัจฉริยะ (Grid Modernization) ตลอดจนการสนับสนุนโซลาร์รูฟท็อปในภาคเอกชน”
ยืนยันคุมเข้ม “Data Center & AI”
สำหรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอุตสาหกรรมดิจิทัล ส่งผลให้ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้ากลุ่ม Data Center สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดทั่วโลก ซึ่งเป็นประเด็นที่ไทยจะนำมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนานาประเทศในงานนี้
รวมทั้งแม้ Data Center เป็นฟันเฟืองสำคัญในเศรษฐกิจยุคดิจิทัล แต่การมาตั้งฐานระบบต้องไม่สร้างความเดือดร้อนหรือผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อม สังคมและประชาชน โดยเฉพาะต้องไม่ดึงค่าไฟฟ้าประชาชนหรือธุรกิจอุตสาหกรรมอื่นให้แพงขึ้น ซึ่งกระทรวงพลังงานเข้าจัดระเบียบ ดังนี้
1.การแยกประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าใหม่ โดย กพช.มีมติแยกประเภท Data Center ให้เป็นผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มใหม่โดยเฉพาะ
2.ความรับผิดชอบด้านต้นทุนพลังงาน หาก Data Center ต้องการใช้ไฟปริมาณสูงจนทำให้ระบบไฟฟ้าไทยต้องนำเข้า LNG ราคาแพงจะทำให้ Data Center ร่วมรับผิดชอบภาระต้นทุนเพื่อไม่ให้เป็นภาระค่าไฟประชาชน
3.ทางเลือกพลังงานสะอาดเสรี โดย Data Center เลือกซื้อไฟฟ้าสะอาดในตลาดรับซื้อไฟเสรีได้เอง ซึ่งการแข่งขันการค้าเสรีจะทำให้ราคาพลังงานสะอาดถูกลงกว่าการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
4.เกณฑ์การใช้ทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อม โดยกำลังกำหนดเกณฑ์ที่ถอดบทเรียนจากประสบการณ์หลายประเทศในฐานะผู้รับกลุ่ม Data Center เข้ามาก่อนหน้าเพื่อปรับแนวทางควบคุมให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจที่แท้จริง
พัฒนา “ASEAN Power Grid”
ส่วนความร่วมมือระดับภูมิภาค นายเอกนัฏ กล่าวย้ำถึงความสำเร็จของระบบ Laos-Thailand-Malaysia-Singapore (LTMS) ซึ่งเป็นโมเดลเชื่อมโครงข่ายไฟฟ้าข้ามแดนจาก 2 ประเทศไปสู่ 4 ประเทศ และกำลังเร่งขยายผลสู่ระดับอาเซียน (ASEAN Power Grid)
นอกจากนี้ ไทยจะใช้เวที Gastech 2026 ประกาศยุทธศาสตร์ระดับชาติเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างความมั่นคงทางพลังงานและความมั่นคงทางอาหาร (Energy & Food Security Connection)
ทั้งนี้ ผลักดันนโยบายเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels) ทั้งการใช้ไบโอดีเซล เอทานอลผสมในน้ำมัน และการส่งเสริมชีวมวล (Biomass) ในการผลิตไฟฟ้าเป็น “วาระแห่งชาติ” ซึ่งเป็นจุดเด่นของไทยที่เชื่อมภาคเกษตรและการเติบโตทางพลังงานอย่างลงตัว
ชู “อาหาร-ท่องเที่ยว” ดันเม็ดเงินสะพัด
รวมทั้งแม้ Gastech เป็นเวทีเสวนาและนิทรรศการพลังงาน แต่รัฐบาลไทยพร้อมบูรณาการการทำงาน ได้แก่ กระทรวงพลังงาน, กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงการคลัง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจมิติอื่นพร้อมกัน
“งานนี้จะกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศมหาศาลทั้งการใช้จ่ายนักท่องเที่ยวระดับพรีเมียม การประชาสัมพันธ์อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ อาหารไทยที่มีชื่อเสียงในด้านความมั่นคงทางอาหาร และผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า”
ทั้งนี้ จะสร้างประโยชน์สูงสุด ตกแก่คนไทยทุกคนและช่วยขยายขีดความสามารถการเติบโตทางเศรษฐกิจและการส่งออกของประเทศ ให้มีเสถียรภาพ





