วันพฤหัสบดี ที่ 10 กันยายน 2569

Login
Login

ม.หอการค้าไทยปรับจีดีพีไทยปี 69 ขยายตัว 2.5 % แรงหนุนจากส่งออก-ท่องเที่ยว

“ม.หอการค้าไทย ”ชี้ เศรษฐกิจไทยฟื้นแรง ดัน GDP ปี 2569 โต 2.5% ส่งออกพุ่ง 17.7% ลงทุนเร่งตัว แต่ยังเป็นการฟื้นแบบ K-Shape ฐานรากไม่ฟื้นเต็มที่ จับตา 3 ความเสี่ยง ART-มาตรา 301 วัฏจักร AI การเลือกตั้งสหรัฐ ขณะที่ปี 2570 ลุ้นโต 2.5-3% ลงทุน-ส่งออก ยังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย เปิดเผยว่า ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทยปรับเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ขึ้นมาอยู่ที่ 2.5% จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 2.0% เมื่อเดือนพ.ค.เนื่องจากเศรษฐกิจไทยได้แรงหนุนจากการลงทุนภาคเอกชนที่เร่งตัวต่อเนื่อง 5 ไตรมาสติดต่อกัน ตลอดจนการส่งออกที่ยังขยายตัวได้อีก นำโดยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ตามวงจรการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์โลก ซึ่งทำให้ปรับตัวเลขการส่งออกขึ้นมาอยู่ที่ 17.8% จากเดิม 8.8% นักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 32.5 ล้านคน ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั้งปี คาดว่าอยู่ที่ 1.8%

อย่างไรก็ดี มองว่าการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้ กำลังฟื้นตัวแบบ K-shape ซึ่งมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาว โดยผลประโยชน์จะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มไฮเทค เซมิคอนดักเตอร์ และดิจิทัลอินฟราสตรักเจอร์ แต่ไม่กระจายลงไปถึงระดับฐานราก ขณะที่หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ยังอยู่ในระดับสูงที่ 85.9% ถือว่าสูงสุดในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market)

สำหรับแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีนี้ยังมาจากภาคส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นหลัก โดยคาดว่าการส่งออกจะขยายตัวสูงถึง 17.7% ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 32.5 ล้านคน โดยเฉพาะช่วงเดือนต.ค.-ธ.ค. ซึ่งเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยประมาณ 2.5-3 ล้านคนต่อเดือน

ม.หอการค้าไทยปรับจีดีพีไทยปี 69 ขยายตัว 2.5 % แรงหนุนจากส่งออก-ท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม หากจำนวนนักท่องเที่ยวไม่ถึงเป้าหมายและลดลงมาอยู่ที่ 31.5-32 ล้านคน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับจำกัด โดยนักท่องเที่ยวที่ลดลงทุก 500,000 คน จะกระทบจีดีพีประมาณ 0.1-0.2% ขณะที่ข้อมูลการจองท่องเที่ยวและคำสั่งซื้อในปัจจุบันยังอยู่ในระดับดี และยังไม่พบสัญญาณการชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเขตส่งเสริมการลงทุน รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ จะเป็นอีกแรงส่งสำคัญ โดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพและโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส”มีวงเงินประมาณ 2,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นการเดินทางในประเทศช่วงฤดูท่องเที่ยว

ด้านเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.8% ซึ่งยังเป็นระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ และไม่เป็นแรงกดดันต่อกำลังซื้อและต้นทุนของภาคธุรกิจมากนัก  รวมทั้งรัฐบาลมีแผนให้เงินอุดหนุนประมาณ 50,000 บาทต่อครัวเรือน จำนวน 1.5 ล้านครัวเรือน คาดว่าจะทำให้มีเงินหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจประมาณ 75,000 ล้านบาท

ขณะที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ที่ประมาณ 101 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในตลาดเบรนท์ และราว 96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในตลาดเวสต์เท็กซัส ราคาน้ำมันดูไบ ซึ่งประเทศไทยใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงหลัก อยู่ที่ประมาณ 90-91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ตลาดมีความกังวลว่าราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นแตะระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงสงครามรัสเซีย-ยูเครน แต่ศูนย์พยากรณ์ฯ ประเมินกรอบความเสี่ยงของราคาน้ำมันไว้ที่ 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และที่ผ่านมาราคาน้ำมันดูไบในปีนี้ยังไม่เคยทะลุระดับ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ม.หอการค้าไทยปรับจีดีพีไทยปี 69 ขยายตัว 2.5 % แรงหนุนจากส่งออก-ท่องเที่ยว

โดยปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย คือ การบริหารจัดการราคาพลังงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซล หากกองทุนน้ำมันสามารถดูแลราคาให้อยู่ในกรอบ 40-45 บาทต่อลิตรได้ จะช่วยจำกัดแรงกระแทกต่อต้นทุนภาคธุรกิจและค่าครองชีพ และทำให้เศรษฐกิจไทยไม่น่าจะหดตัวต่ำกว่า 1.8%

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า แม้จะปรับประมาณการเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น แต่ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาในระยะต่อไป โดยเฉพาะการเจรจา ART หรือมาตรา 301 ของสหรัฐ หากอัตราภาษีสินค้าส่งออกไทยอยู่ในกรอบ 10-19% จะไม่กระทบต่อภาคส่งออกมากนัก แต่หากปรับขึ้นเป็น 30-39% อาจทำให้เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบและจีดีพีลดลงประมาณ 0.3%

ความกังวลเรื่องการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าด้าน AI อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีฮิวแมนนอยด์ ซึ่งอาจทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจหายไปสูงสุด 0.6% นั้น ศูนย์พยากรณ์ฯ ประเมินว่ายังเป็นความเสี่ยงในระดับต่ำ เนื่องจาก AI และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกำลังเป็นเมกะเทรนด์ที่ทุกอุตสาหกรรมทั่วโลกเร่งลงทุนและปรับตัว

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาคือ การเลือกตั้งสหรัฐฯ ในเดือนพ.ย. ซึ่งอาจมีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจโลกและภูมิรัฐศาสตร์ หากเงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังอยู่ในระดับสูงและธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนต.ค. อาจส่งผลต่อบรรยากาศทางเศรษฐกิจและ ส่วนความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่น่าจะรุนแรงจนถึงขั้นกระทบราคาน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2570 ประเมินว่ามีโอกาสขยายตัวในกรอบ 2.5-3% โดยมีแรงส่งจากการลงทุน โดยเฉพาะคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่มีมูลค่ามากกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อเนื่อง 3 ปี ระหว่างปี 2567-2569 โดยมีจีนและสิงคโปร์เป็นกลุ่มประเทศสำคัญที่เข้ามาลงทุนในไทย

การลงทุนส่วนใหญ่กระจุกตัวในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า (EV) AI และดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งจะช่วยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการส่งออกไทยไปสู่สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

ขณะที่การส่งออกปีหน้าคาดว่าจะขยายตัว 5-10% หรือเฉลี่ยประมาณ 7.5% ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะอยู่ที่ 32-35 ล้านคนทั้งนี้หอการค้าไทยเตรียมแถลงประมาณการเศรษฐกิจปี 2570 อย่างเป็นทางการอีกครั้งในเดือนพ.ย.