"กระทรวงพลังงาน" กางโรดแมป PDP 2026 มุ่งสู่ Net Zero ดึงดูดการลงทุนระดับโลก ลุยคัดกรองกลุ่ม Data Center และ AI ที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง พร้อมดันโรงไฟฟ้า SMR รวม 9,000 เมกะวัตต์ วางเป้าคุมค่าไฟเฉลี่ยไม่เกิน 3.88 บาทต่อหน่วย ควบคู่การเดินหน้าเปิดเสรีไฟฟ้า Direct PPA และ TPA รองรับโครงข่ายพลังงานแห่งอนาคต
KEY POINTS
- สนพ.เปิดรับฟังความคิดเห็นร่างแผน PDP 2026 (พ.ศ. 2569-2593) เพื่อรับมือความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจากกลุ่ม Data Center และรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งมียอดแจ้งความประสงค์สูงถึง 22,000-30,000 เมกะวัตต์
- แผน PDP 2026 บรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) เป็นทางเลือกหลักสำหรับพลังงานสะอาดที่มีเสถียรภาพ (Base Load) เพื่อจ่ายไฟได้ 24 ชั่วโมง โดยตั้งเป้ากำลังผลิตรวมสูงสุด 9,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2050
- ตั้งเป้าควบคุมราคาค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดอายุของแผนให้ไม่เกิน 3.88 บาทต่อหน่วย อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการที่ต้องการไฟฟ้าสะอาดคุณภาพสูง (Premium Clean Energy) เช่น Data Center อาจต้องจ่ายในราคาที่สูงกว่าเพื่อสะท้อนต้นทุนจริง
- หัวใจสำคัญของแผนคือการมุ่งสู่พลังงานสะอาดและเป้าหมาย Net Zero เพื่อดึงดูดการค้าและการลงทุนจากบริษัทชั้นนำทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับสินค้า Low Carbon
- แผนจะมีความยืดหยุ่น โดยมีแผนสำรองหาก SMR ล่าช้า เช่น การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนพร้อมระบบกักเก็บพลังงาน (Solar + BESS) หรือก๊าซธรรมชาติร่วมกับเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน (Gas + CCS)
- เตรียมลงทุน 3-7 แสนล้านบาท เพื่อปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Smart Grid) ให้มีความมั่นคงและรองรับการขยายตัว พร้อมเดินหน้านโยบายเปิดเสรีภาคไฟฟ้า ขยายการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA)
นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวเปิดงานสัมมนารับฟังความคิดเห็นต่อร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569-2593 (PDP 2026) ว่า การรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนนี้ เพื่อนำไปปรับปรุงให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ โดยหัวใจสำคัญของแผนฉบับนี้คือการตอบโจทย์ "พลังงานสะอาด" และการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero เพื่อดึงดูดการค้าและการลงทุนจากต่างประเทศ เนื่องจากปัจจุบันบริษัทชั้นนำทั่วโลกให้ความสำคัญกับสินค้าที่เป็น Low Carbon และไม่มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในห่วงโซ่การผลิต
หนึ่งในความท้าทายใหม่คือความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะจากกลุ่ม Data Center และรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันมียอดแจ้งความประสงค์ขอใช้ไฟฟ้าเข้ามาสูงถึง 22,000-30,000 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตาม ภาครัฐอาจต้องมีกระบวนการคัดกรอง Data Center ที่สร้างมูลค่าเพิ่มและเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศจริงๆ เช่น กลุ่ม AI Industry Foundation
ในด้านกำลังการผลิต ในระยะสั้นประเทศไทยมีระดับสำรองไฟฟ้า (Reserve Margin) ที่เพียงพอประมาณ 25% แต่สิ่งที่ต้องเร่งพัฒนาคือ ระบบส่งและสายจำหน่ายเพื่อรองรับการขยายตัวที่รวดเร็ว โดยคาดว่าอาจต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 3-7 แสนล้านบาทในการปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Smart Grid) และการติดตั้งอุปกรณ์รักษาสถียรภาพความถี่ (Synchronous Condenser) ซึ่งจะใช้เงินลงทุนจากการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง
เพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานที่สามารถจ่ายไฟได้ตลอด 24 ชั่วโมง แผน PDP 2026 จึงได้บรรจุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR - Small Modular Reactor) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทางเลือกหลัก โดยตามแผนคาดการณ์ว่าจะมีกำลังผลิตรวมสูงสุดถึง 9,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2050
"SMR คือคำตอบของพลังงานสะอาดที่เป็น Base Load มีความเสถียรและปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ตัวโรงไฟฟ้ามีขนาดเล็กและมีเทคโนโลยีความปลอดภัยแบบ Passive ที่สามารถคูลดาวน์ตัวเองได้" นายประเสริฐ กล่าว
โครงการแรกขนาด 300 เมกะวัตต์ จะมอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ริเริ่ม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานและการกำกับดูแลภายใต้หลักเกณฑ์ของ IAEA ก่อนที่จะพิจารณาเปิดให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในอนาคต
สำหรับทิศทางราคาค่าไฟฟ้าภายใต้สมมติฐานปัจจุบัน รวมถึงสัดส่วนเชื้อเพลิงผสมผสาน (Fuel Mix) ตั้งเป้าจะควบคุมค่าไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดแผนให้ไม่เกิน 3.88 บาทต่อหน่วย อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการไฟฟ้าสะอาดคุณภาพสูง (Premium Clean Energy) เช่น Data Center อาจต้องยอมรับโครงสร้างราคาที่สะท้อนต้นทุนการผลิตที่แท้จริงซึ่งอาจสูงกว่าภาคประชาชนทั่วไป
ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเป็นหลัก โดยมีโจทย์ใหม่ที่สำคัญคือการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลก (Tech Company) ที่ต้องการเข้ามาจัดตั้ง Data Center และอุตสาหกรรม AI ในประเทศไทย ธุรกิจเหล่านี้มีความต้องการใช้พลังงานมหาศาล และที่สำคัญต้องเป็นพลังงานสะอาดที่มีความเสถียรและความมั่นคงสูงเพื่อตอบโจทย์เงื่อนไขทางการค้าและการลงทุนระดับสากล
“แผน PDP 2026 นี้ต้องตอบโจทย์เรื่องการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 เพราะหากเราทำไม่ได้ การค้าการลงทุนจากต่างประเทศจะได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”
ทั้งนี้ แผน PDP 2026 จะมีความยืดหยุ่นและพร้อมปรับเปลี่ยนทุก 2-3 ปีตามสถานการณ์เทคโนโลยีและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป หากเทคโนโลยี SMR เกิดความล่าช้า ภาครัฐก็มีแผนสำรองโดยการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนบวกระบบกักเก็บพลังงาน (Solar + BESS) หรือการใช้ก๊าซธรรมชาติร่วมกับเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน (Gas + CCS) เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะมีพลังงานที่มั่นคง สะอาด ราคาเหมาะสมอย่างยั่งยืน
หนึ่งในประเด็นสำคัญของร่างแผน PDP ฉบับใหม่ คือนโยบายการเปิดเสรีภาคไฟฟ้า โดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้ให้แนวทางในการขยายสัดส่วนการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) จากเดิม 2,000 เมกะวัตต์ ให้ครอบคลุมไม่เพียงแต่ Data Center เท่านั้น แต่ยังเปิดกว้างให้ภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการพลังงานสะอาดสามารถเข้าถึงได้
นอกจากนี้ จะมีการส่งเสริมเรื่อง Third Party Access (TPA) เพื่อเปิดให้มีการใช้โครงข่ายไฟฟ้าของรัฐในการส่งจ่ายไฟฟ้า และส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในภาคครัวเรือนอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม ปลัดกระทรวงพลังงานย้ำว่าโครงข่ายไฟฟ้า (Grid) จะต้องมีความแข็งแรงและยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรองรับความไม่แน่นอนของพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ที่ผลิตได้เฉพาะช่วงกลางวัน
จากการติดตามข้อมูลการใช้ไฟฟ้า พบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดยเกิดช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ในเวลาประมาณ 21.00 - 22.00 น. เนื่องจากในช่วงกลางวันมีการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ใช้เองเป็นจำนวนมาก แผน PDP ฉบับใหม่จึงต้องให้ความสำคัญกับความเสถียรของระบบไฟฟ้าให้สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้ไฟได้ตลอด 24 ชั่วโมง 365 วัน ภายใต้หลักการเปิดปุ๊บต้องติดปั๊บ
แผน PDP 2026 เป็นแผนของคนไทยทุกคน จึงขอเชิญชวนทุกภาคส่วน ทั้งภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจ และภาคประชาชน ร่วมให้ข้อเสนอแนะอย่างเต็มที่ในช่วงกระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่จะดำเนินไปหลังจากนี้อีก 1 สัปดาห์ เพื่อให้ได้แผนที่สมบูรณ์ที่สุดก่อนเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป คาดจะแล้วเสร็จภายใน 1-2 เดือนนี้





