นายกรัฐมนตรี ลงนามแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน เป็นกรรมการในคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซนเตอร์ ผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 3 คน ประกอบด้วย นายโชติ ตราชู อดีตปลัดกระทรวงฯ, นายสุพจน์ เตชวรสินสกุล อดีตคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และนายธีร เจียศิริพงษ์กุล รองอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์
KEY POINTS
- นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้ลงนามแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน เป็นกรรมการในคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซนเตอร์
- ผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 3 คน ประกอบด้วย นายโชติ ตราชู อดีตปลัดกระทรวงฯ, นายสุพจน์ เตชวรสินสกุล อดีตคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และนายธีร เจียศิริพงษ์กุล รองอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์
- กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับการแต่งตั้งจะมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 2 ปี และสามารถดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระ
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 725/2569 เรื่องการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการในคณะกรรมการนโยบายประกอบกิจการดาต้าเซนเตอร์
โดยมีสาระสำคัญว่าตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซนเตอร์ พ.ศ.2569 กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซนเตอร์
โดยมีรองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวนไม่เกินสามคนนั้น
อาศัยอำนาจตามความในข้อ 4 (6) แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซนเตอร์ พ.ศ.2569 จึงแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซนเตอร์จำนวน 3 คน ดังต่อไปนี้
1.นายโชติ ตราชู อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
2.นายสุพจน์ เตชวรสินสกุล อดีตคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
3.นายธีร เจียศิริพงษ์กุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์รังสิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย.69 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มเติมตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีได้มีการรายงานให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซนเตอร์ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เป็นประธานการประชุมเมื่อวันที่ 4 ก.ย.69 รับทราบแล้ว โดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจะดำรงตำแหน่งอยู่ในวาระคราวละ 2 ปี และดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 2 วาระ
โดยเมื่อมีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มอีก 3 ตำแหน่ง ทำให้กรรมการในบอร์ดนโยบายดาต้าเซนเตอร์มีจำนวนทั้งสิ้น 21 คน ประกอบไปด้วย รองประธานกรรมการ จำนวน 3 คน ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 2 และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นรองประธานกรรมการคนที่ 3
นอกจากนี้มีกรรมการโดยตำแหน่งรวม 14 ตำแหน่ง ได้แก่ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงพลังงาน ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)
เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กรรมการกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และมีเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ “สภาพัฒน์” เป็นกรรมการและเลขานุการสำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายดาต้าเซนเตอร์ มีดังนี้
1.เสนอนโยบาย มาตรฐาน และกรอบแนวทางการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในการอนุมัติ อนุญาต ออกบัตรส่งเสริมการลงทุน หรือให้บริการต่างๆ ที่อยู่ในหน้าที่ และอำนาจให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจดาต้าเซนเตอร์ในราชอาณาจักรต่อคณะรัฐมนตรี
2.ศึกษาวิเคราะห์ และติดตามประเมินผลกระทบของการประกอบกิจการดาต้าเซนเตอร์ เสนอต่อคณะรัฐมนตรี
3.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือทำการใดๆ ตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
4.ปฏิบัติการอื่นใดตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย
สำหรับกรอบการอนุมัติโครงการดาต้าเซนเตอร์ของประเทศไทย ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับนี้ประกอบไปด้วย
1.คำนึงถึงผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม
2.มุ่งให้มีการใช้พลังงานสะอาด การรักษาความมั่นคงทางพลังงาน ราคาพลังงานที่เป็นธรรม
3.การจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม และเกิดประโยชน์สูงสุด เกิดประสิทธิผลในการใช้พลังงานไฟฟ้า และน้ำ การผังเมือง การรักษาความปลอดภัยสาธารณะ โดยเฉพาะจากอัคคีภัย การป้องกัน และเยียวยาผลกระทบ ที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่โดยปกติสุขของประชาชนและชุมชน และเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศด้วย
4.การรักษาอธิปไตยด้านข้อมูลของประเทศ ซึ่งเป็นหลักสำคัญของความมั่นคงของการรักษาข้อมูลของประเทศ
ทั้งนี้ในกรณีที่มีปัญหาขัดข้องในการปฏิบัติตามมติ ครม.ดังกล่าวในเรื่องใด ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องรายงานคณะกรรมการเพื่อพิจารณา และเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องนั้น
ทั้งนี้ เมื่อ ครม. มีมติเห็นชอบแนวทางใดแล้ว หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการตาม และรายงานผลให้คณะกรรมการทราบทุก 3 เดือน เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายดาต้าเซนเตอร์ของไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





