วันเสาร์ ที่ 5 กันยายน 2569

Login
Login

ปกรณ์ย้ำความจำเป็นปฏิรูปราชการ ใช้ดิจิทัล-AI ลดภาระงบประมาณ

“ปกรณ์” ขอเลิกภาพจำปฏิรูปราชการ เดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพรัฐ ลดงานซ้ำ ใช้ดิจิทัล–AI เชื่อมข้อมูล ดันบริการประชาชนเร็วขึ้น 20-30%

KEY POINTS

  • รองนายกฯปกรณ์ย้ำรัฐบาลต้องเร่งพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการเพื่อลดรายจ่ายประจำที่สูงถึง 73% ของงบประมาณประเทศ ซึ่งเป็นภาระและทำให้เหลืองบลงทุนเพื่อการพัฒนาน้อยลง
  • แนวทางหลักคือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้เพื่อลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน ทำให้บริการภาครัฐรวดเร็วและโปร่งใสขึ้น
  • ผลักดัน Digital Government โดยเปลี่ยนข้อมูลราชการให้อยู่ในรูปแบบที่เครื่องอ่านได้ (machine-readable) และเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้ AI นำไปใช้ประโยชน์และลดภาระประชาชนในการยื่นเอกสาร
  • คณะรัฐมนตรีมีมติให้ชะลอการเพิ่มอัตรากำลังคนในระบบราชการ โดยจะใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยงานและปรับรูปแบบการจ้างงานให้เหมาะสมกับภารกิจ

เมื่อวันเสาร์ที่ 5 กันยายน 2569 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” คุยกับตัวจริง ส่งตรงจากรัฐบาลถึงประชาชน ประเด็น “ถึงเวลาแล้วหรือยัง? กับการปรับระบบราชการ”

นายปกรณ์ กล่าวว่า ไม่ขอใช้คำว่า “ปฏิรูประบบราชการ” เพราะเป็นภาพจำของการตั้งคณะกรรมการ ตั้งคณะทำงาน ศึกษาแล้วไม่ลงมือทำ แต่ต้องเปลี่ยนเป็นการพัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการ ให้เห็นผลจริงและตอบโจทย์ประชาชน

 สิ่งที่รัฐบาลต้องการผลักดันคือการเพิ่มประสิทธิภาพรัฐให้ทันโลก ลดงานซ้ำ ลดขั้นตอน ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย และทำให้ประชาชนได้รับบริการจากภาครัฐเร็วขึ้น โปร่งใสขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาเดินเอกสารเหมือนเดิม

นายปกรณ์ กล่าวว่า เหตุผลสำคัญที่ต้องเร่งลงมือ เพราะงบประมาณรายจ่ายประจำปีนี้เพิ่มสูงถึง 73% ของงบประมาณทั้งประเทศ ขณะที่งบลงทุนมีเพียง 20% ที่เหลือเป็นงบใช้หนี้ หากไม่ลดรายจ่ายประจำ ประเทศจะเหลืองบน้อยลงสำหรับพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ และบริการประชาชน

โลกวันนี้เปลี่ยนเร็วจากภูมิรัฐศาสตร์ การค้าโลกที่ผิดปกติ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม รวมถึงสังคมสูงวัย หากรัฐยังทำงานแบบเดิม ไทยจะแข่งขันยากขึ้น

แนวทางของรัฐบาลไม่ใช่ลดคนแล้วทำให้บริการแย่ลง แต่ต้องเริ่มจากการลดงานที่ไม่จำเป็นก่อน รีโพรเซสขั้นตอนราชการใหม่ ใช้เทคโนโลยีทดแทนงานซ้ำซ้อน แล้วจึงจัดกำลังคนให้เหมาะกับภารกิจจริง

นายปกรณ์ กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแช่แข็งอัตรากำลัง ให้ถือจำนวนกำลังคนปัจจุบันเป็นเพดานสูงสุด หลังจากนี้จะทยอยลดลงตามธรรมชาติ ใช้เทคโนโลยีช่วยงาน และเปิดทางการจ้างงานรูปแบบอื่นที่เหมาะกับแต่ละภารกิจ ไม่ใช่ทุกงานต้องเป็นข้าราชการประจำเหมือนเดิม

ยกตัวอย่างสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่เคยลดกระบวนงานจาก 170 กระบวนงาน เหลือไม่ถึง 40-70 กระบวนงาน หลังนำเทคโนโลยีมาใช้ในช่วง Work from Anywhere ทำให้ติดตามงานได้ เห็นสถานะงานได้ และรักษาคุณภาพงานได้

นายปกรณ์ กล่าวว่า หัวใจสำคัญอีกเรื่องคือ Digital Government และ Open Government ต้องเปลี่ยนข้อมูลราชการจากกระดาษหรือไฟล์สแกนธรรมดา ให้เป็นข้อมูลที่เครื่องอ่านได้ หรือ machine-readable เพื่อให้ระบบดิจิทัลและ AI นำไปใช้วิเคราะห์ได้จริง

ทั้งนี้ การใช้ AI ในภาครัฐต้องเริ่มจากฐานข้อมูลที่ถูกต้อง เชื่อมโยงกัน และอ้างอิงต้นทางได้ รัฐบาลจึงต้องทำให้ทุกหน่วยงานเป็นเจ้าของข้อมูลของตนเอง แต่เชื่อมฐานข้อมูลเข้าหากัน เพื่อให้บริการประชาชนเร็วขึ้นและลดช่องทุจริต

นายปกรณ์ กล่าวว่า ประชาชนไม่ควรถูกบังคับให้ถ่ายสำเนาเอกสารที่ราชการออกให้ แล้วนำกลับไปยื่นราชการอีก เพราะประชาชนมองรัฐเป็นหน่วยเดียว ไม่ได้สนใจว่าอยู่กรมใด กระทรวงใด หน้าที่รัฐคือต้องเชื่อมข้อมูลกันเอง

สำหรับการอนุมัติอนุญาต รัฐบาลจะเดินหน้าระบบ Super License เช่น ธุรกิจโรงแรมที่เดิมต้องมีใบอนุญาตย่อยอย่างน้อย 18 ใบ ต่อไปควรมีใบอนุญาตหลักใบเดียว ลดภาระประชาชนและเอกชน รวมถึงจะมีระบบ Fast Track สำหรับบริการปกติ ให้ประชาชนและธุรกิจที่ต้องการความรวดเร็วเลือกใช้บริการตามคู่มืออย่างโปร่งใส ไม่ต้องใช้เส้นสาย ไม่ต้องจ่ายใต้โต๊ะ ทุกขั้นตอนต้องตรวจสอบได้

ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะทบทวนกฎหมายรองประมาณ 7,600 ฉบับ โดยให้ภาคเอกชนซึ่งเป็นผู้เจอปัญหาจริงสะท้อนว่าติดขัดเรื่องใด สร้างต้นทุนอย่างไร ก่อนเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นและเสนอ ครม.แก้ไขตรงจุด

“เป้าหมายคือเวลาการให้บริการประชาชนต้องลดลงอย่างน้อย 20-30% การเพิ่มประสิทธิภาพระบบราชการไม่ใช่คำสวย แต่ต้องวัดได้จากประชาชนได้รับบริการเร็วขึ้น โปร่งใสขึ้น และประเทศมีงบไปพัฒนาอนาคตมากขึ้น” นายปกรณ์ กล่าว