วันศุกร์ ที่ 4 กันยายน 2569

Login
Login

'บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์' สั่งชะลอสร้าง-อนุมัติ ‘Data Center’ ชั่วคราว ขีดเส้นวางมาตรฐานใหม่ใน 1 เดือน

“บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์” สั่งชะลอสร้าง-อนุมัติ ‘Data Center’ ชั่วคราว ขีดเส้น 1 เดือนจัดระเบียบใหม่ทั้งระบบทั้งโครงการระหว่างก่อสร้าง 49 โครงการ และที่ขออนุญาตอีก 117 โครงการ  เล็งวางยุทธศาสตร์ Data Center ระดับชาติ วางเกณฑ์ควบคุมน้ำ-ไฟ ตั้ง 4 อนุกรรมการตรวจหลังเปิดบริการ มุ่งดึงลงทุนควบคู่การดูแลสังคม

KEY POINTS

  • คณะกรรมการนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์แห่งชาติมีมติให้ชะลอการก่อสร้างและอนุมัติโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างดำเนินการและรอพิจารณาเป็นการชั่วคราว
  • การชะลอครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อจัดระเบียบอุตสาหกรรม และวางยุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดให้ประเทศ แทนการอนุมัติแยกรายหน่วยงาน
  • กำหนดกรอบเวลาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์แห่งชาติ วันนี้ (4 ก.ย.) ว่าคณะกรรมการฯได้รับมอบนโยบายที่ชัดเจนจากท่านนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการบริหารจัดการอุตสาหกรรม Data Center เนื่องจากในปัจจุบันมีผู้สนใจต้องการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีการจัดระเบียบในระบบภาพรวม ทำให้นักลงทุนต้องแยกดำเนินการติดต่อขออนุมัติกับหลากหลายหน่วยงานและกระทรวงแยกตามภารกิจ

ทั้งนี้ นโยบายสำคัญในครั้งนี้คือ ประเทศไทยไม่ได้ต้องการปิดกั้นหรือปฏิเสธการลงทุนจากต่างประเทศ แต่จะปรับเปลี่ยนจากการพิจารณาอนุมัติแยกรายหน่วยงานมาเป็นการวางยุทธศาสตร์ร่วมกันระดับประเทศเพื่อใช้ประโยชน์จาก Data Center ในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของไทยอย่างแท้จริง โดยกำหนดกรอบยุทธศาสตร์การพิจารณาอนุมัติออกเป็น 3 ด้านหลัก ประกอบด้วย

1.ความชัดเจนด้านข้อมูล โดยจะมีการรวบรวมข้อมูลสถานะปัจจุบัน (Status) ของอุตสาหกรรมนี้จากทุกแหล่งที่กระจัดกระจายอยู่ เช่น ข้อมูลการขอใช้น้ำ ขอใช้ไฟ และการประสานงานกับ กสทช. มารวมไว้ให้อยู่ในภาพเดียวกัน (Single View) เพื่อให้ทราบสถานะที่แท้จริง

'บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์' สั่งชะลอสร้าง-อนุมัติ ‘Data Center’ ชั่วคราว ขีดเส้นวางมาตรฐานใหม่ใน 1 เดือน

2.การกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำ โดยกำหนดเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำตามความเหมาะสมของพื้นที่เพื่อดูแลและปกป้องประชาชน ไม่ให้ได้รับผลกระทบทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเกณฑ์นี้จะปรับใช้กับผู้ประกอบการทุกราย ทั้งที่ดำเนินกิจการอยู่แล้ว (ซึ่งจะมีระยะเวลาในการปรับปรุงตัวภายหลัง) อยู่ระหว่างการก่อสร้าง หรือที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

3.การยกระดับเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Upgrading) ส่งเสริมยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง เช่น การสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดเพื่อนำไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) ตลอดจนยุทธศาสตร์ด้าน AI เพื่อให้คนไทยและผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างจริงจัง เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีโอกาสในการเติบโตทางดิจิทัลสูง มีการใช้งานแอปพลิเคชันอย่างแพร่หลาย

"สำหรับโครงการลงทุนในอนาคต คณะกรรมการฯ จะออกแบบระบบการแข่งขันเสนอข้อเสนอ (Bidding/Pitching) เพื่อให้นักลงทุนเข้ามาเสนอว่าจะสร้างประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทยอย่างไร เช่น การสร้างรายได้ให้คนไทย หรือการขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ" นายเอกนิติ กล่าว

  • สั่งชะลอก่อสร้าง-อนุมัติรวม 166 โครงการ 

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่าที่ประชุมได้มีการรับทราบข้อมูลที่ได้รับจากหน่วยงานต่างๆในเรื่องการอนุมัติและขออนุญาตการลงทุนในโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยจาก 16 หน่วยงานพบว่ามีดาต้าเซ็นเตอร์ที่เปิดให้บริการแล้วรวม 35 โครงการ/บริษัท โดยมี 11 โครงการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลผ่านการขอรับการส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และมีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างอีกประมาณ 49 โครงการ นอกจากนี้ยังมีดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการขออนุญาตและพิจารณาของหน่วยงานต่างๆอยู่อีกกว่า 117 โครงการ รวมทั้งสองส่วน 166 โครงการ

อย่างไรก็ตามข้อมูลดังกล่าวยังขาดรายละเอียดเพียงพอในการกกำกับและติดตาม ที่ประชุมจึงมีมติให้มีการชะลอการก่อสร้างและอนุญาตโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และอยู่ระหว่างการขออนุญาตทั้งหมดชั่วคราวเพื่อรอความชัดเจนในส่วนของข้อกำหนดมาตรฐานการดูแลสิ่งแวดล้อม และสังคมที่จะมีการกำหนดเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำให้ปฏิบัติตาม ขณะที่เกณฑ์เรื่องของเศรษฐกิจก็ต้องมีการกำหนดผลตอบแทนในเกณฑ์ที่ประเทศจะได้ประโยชน์สูงสุดเช่นกัน ซึ่งที่ประชุมกำหนดว่าหน่วยงานต่างๆที่ได้รับมอบหมายจะต้องมีการจัดทำเกณฑ์นี้ให้เสร็จภายใน 1 เดือน

  • สั่งกรมพัฒนาธุรกิจเปิดจดทะเบียนดาต้าเซ็นเตอร์ 

นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีการสั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ไปกำหนดประเภทธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อให้มีการจดทะเบียนธุรกิจประเภทนี้ให้มีความชัดเจน เพื่อแก้ปัญหาเดิมที่ผู้ประกอบการมักขออนุญาตภายใต้ประเภทอื่น เช่น คลังสินค้า ซึ่งทำให้มองไม่เห็นภาพรวมธุรกิจอย่างแท้จริง

ส่วนการกำหนดว่าดาต้าเซ็นเตอร์จะเป็นกิจการที่เป็นอุตสาหกรรมหรือไม่ เบื้องต้นมีการหารือกันในเรื่องนี้ว่าอาจจะต้องมีการดูรายละเอียดให้มีความชัดเจนอีกครั้ง หลังจากที่ข้อเสนอเดิมนั้นจะกำหนดที่มีกำลังการใช้ไฟที่เกินขนาดเกิน 2 เมกกะวัตต์ (MW) แต่ที่ประชุมได้มีการหารือว่าขนาด 2 MW ถือว่าเล็กมาก และอาจจะต้องดูองค์ประกอบอื่นๆก่อนจะมีการกำหนดขนาดที่จะนิยามให้ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นอุตสาหกรรมอีกครั้ง

  • จัดระเบียบคลุมสองรูปแบบ

นอกจากนี้ที่ประชุมได้มีการหารือว่าการทำงานจะครอบคลุมการกำกับดูแลดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้งสองรูปแบบ คือ กลุ่มที่ให้บริการเชิงพาณิชย์แก่บุคคลภายนอก (Commercial Data Center / Co-location) และกลุ่มที่ดำเนินการภายในองค์กรเอง (Private Data Center) โดยจะเร่งดำเนินการประมวลผลข้อมูลตลาดเพื่อหาเกณฑ์มาตรฐานเปรียบเทียบ (Baseline) และจัดประเภทอุตสาหกรรมนี้ให้ชัดเจนในระยะถัดไป

  • ตั้ง 4 คณะทำงานเดินหน้าวางเกณฑ์กำกับ 

นอกจากนี้ สศช. ได้วางแนวทางสำคัญเพื่อร่วมขับเคลื่อนนโยบาย ได้แก่ การจัดระเบียบอัตราการใช้ทรัพยากรน้ำและไฟฟ้า ให้มีความเหมาะสมตามต้นทุนที่แท้จริงและสะท้อนต้นทุนทางอ้อม โดยจะแต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะด้านขึ้นมารับผิดชอบ การสร้างกลไกการอนุมัติแบบเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service) เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าจากการที่นักลงทุนต้องแยกขออนุญาตหลายหน่วยงาน

นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ด้าน เพื่อกำหนดรายละเอียดข้อกำหนดขั้นต่ำในการสร้างใหม่ และระบบการตรวจสอบหลังเปิดให้บริการ (Post-auditing) ประกอบด้วย 1.ด้านเศรษฐกิจ มีเลขาฯสศช.เป็นประธาน และเลขาบีโอไอเป็นประธาน เพื่อประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ)

2.ด้านโครงสร้างพื้นฐาน มีเลขาธิการ สทนช.และปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานทำหน้าที่ดูแลระบบน้ำ ไฟ เครือข่ายดิจิทัล และการใช้พลังงานสะอาดหรือ Green Energy)

3.ด้านพื้นที่และอาคาร มีปลัดมหาดไทย และปลัดพลังงาน เป็นประธาน ทำหน้าที่ควบคุมทำเลที่ตั้ง ความปลอดภัยของอาคารและสถานีไฟฟ้าย่อย

และ 4.ด้านสิ่งแวดล้อม มีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นประธาน โดยเน้นการกำหนดแนวปฏิบัติที่ดีหรือ Best Practices เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปปฏิบัติตามอย่างยั่งยืน มากกว่าการเน้นมาตรการลงโทษ)

“การร่วมมือกันวางกรอบนโยบายเชิงรุกและการตั้งกลไกควบคุมดูแลตรวจสอบหลังเปิดให้บริการอย่างรอบด้านนี้ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนของประเทศไทยต่อไป” นายดนุชา กล่าว