“บอร์ดดาต้าเซนเตอร์” สั่งชะลอสร้าง-อนุมัติ ‘Data Center’ ชั่วคราว ขีดเส้น 1 เดือนจัดระเบียบใหม่ทั้งระบบทั้งโครงการระหว่างก่อสร้าง 49 โครงการ และที่ขออนุญาตอีก 117 โครงการ เล็งวางยุทธศาสตร์ Data Center ระดับชาติ วางเกณฑ์ควบคุมน้ำ-ไฟ ตั้ง 4 อนุกรรมการตรวจหลังเปิดบริการ มุ่งดึงลงทุนควบคู่การดูแลสังคม
KEY POINTS
- คณะกรรมการนโยบายดาต้าเซนเตอร์แห่งชาติ มีมติให้ชะลอการก่อสร้าง และอนุมัติโครงการดาต้าเซนเตอร์ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ และรอพิจารณาเป็นการชั่วคราว
- การชะลอครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อจัดระเบียบอุตสาหกรรม และวางยุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดให้ประเทศ แทนการอนุมัติแยกรายหน่วยงาน
- กำหนดกรอบเวลาให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายประกอบกิจการดาต้าเซนเตอร์แห่งชาติ วันนี้ (4 ก.ย.69) ว่าคณะกรรมการได้รับมอบนโยบายที่ชัดเจนจากท่านนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการบริหารจัดการอุตสาหกรรม Data Center เนื่องจากในปัจจุบันมีผู้สนใจต้องการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่มีการจัดระเบียบในระบบภาพรวม ทำให้นักลงทุนต้องแยกดำเนินการติดต่อขออนุมัติกับหลากหลายหน่วยงาน และกระทรวงแยกตามภารกิจ
ทั้งนี้ นโยบายสำคัญในครั้งนี้คือ ประเทศไทยไม่ได้ต้องการปิดกั้นหรือปฏิเสธการลงทุนจากต่างประเทศ แต่จะปรับเปลี่ยนจากการพิจารณาอนุมัติแยกรายหน่วยงานมาเป็นการวางยุทธศาสตร์ร่วมกันระดับประเทศเพื่อใช้ประโยชน์จาก Data Center ในการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลของไทยอย่างแท้จริง โดยกำหนดกรอบยุทธศาสตร์การพิจารณาอนุมัติออกเป็น 3 ด้านหลัก ประกอบด้วย
1.ความชัดเจนด้านข้อมูล โดยจะมีการรวบรวมข้อมูลสถานะปัจจุบัน (Status) ของอุตสาหกรรมนี้จากทุกแหล่งที่กระจัดกระจายอยู่ เช่น ข้อมูลการขอใช้น้ำ ขอใช้ไฟ และการประสานงานกับ กสทช. มารวมไว้ให้อยู่ในภาพเดียวกัน (Single View) เพื่อให้ทราบสถานะที่แท้จริง
2.การกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำ โดยกำหนดเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำตามความเหมาะสมของพื้นที่เพื่อดูแล และปกป้องประชาชน ไม่ให้ได้รับผลกระทบทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยเกณฑ์นี้จะปรับใช้กับผู้ประกอบการทุกราย ทั้งที่ดำเนินกิจการอยู่แล้ว (ซึ่งจะมีระยะเวลาในการปรับปรุงตัวภายหลัง) อยู่ระหว่างการก่อสร้าง หรือที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อความปลอดภัยของประชาชน
3.การยกระดับเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Upgrading) ส่งเสริมยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง เช่น การสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดเพื่อนำไปสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Net Zero) ตลอดจนยุทธศาสตร์ด้าน AI เพื่อให้คนไทย และผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) สามารถเข้าถึง และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างจริงจัง เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีโอกาสในการเติบโตทางดิจิทัลสูง มีการใช้งานแอปพลิเคชันอย่างแพร่หลาย
"สำหรับโครงการลงทุนในอนาคต คณะกรรมการจะออกแบบระบบการแข่งขันเสนอข้อเสนอ (Bidding/Pitching) เพื่อให้นักลงทุนเข้ามาเสนอว่าจะสร้างประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทยอย่างไร เช่น การสร้างรายได้ให้คนไทย หรือการขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ" นายเอกนิติ กล่าว
- สั่งชะลอก่อสร้าง-อนุมัติรวม 166 โครงการ
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่าที่ประชุมได้มีการรับทราบข้อมูลที่ได้รับจากหน่วยงานต่างๆ ในเรื่องการอนุมัติ และขออนุญาตการลงทุนในโครงการดาต้าเซนเตอร์ในประเทศไทยจาก 16 หน่วยงานพบว่ามีดาต้าเซนเตอร์ที่เปิดให้บริการแล้วรวม 35 โครงการ/บริษัท โดยมี 11 โครงการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลผ่านการขอรับการส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และมีโครงการดาต้าเซนเตอร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างอีกประมาณ 49 โครงการ นอกจากนี้ยังมีดาต้าเซนเตอร์ที่อยู่ระหว่างการขออนุญาต และพิจารณาของหน่วยงานต่างๆ อยู่อีกกว่า 117 โครงการ รวมทั้งสองส่วน 166 โครงการ
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลดังกล่าวยังขาดรายละเอียดเพียงพอในการกำกับและติดตาม ที่ประชุมจึงมีมติให้มีการชะลอการก่อสร้างและอนุญาตโครงการดาต้าเซนเตอร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และอยู่ระหว่างการขออนุญาตทั้งหมดชั่วคราวเพื่อรอความชัดเจนในส่วนของข้อกำหนดมาตรฐานการดูแลสิ่งแวดล้อม และสังคมที่จะมีการกำหนดเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำให้ปฏิบัติตาม ขณะที่เกณฑ์เรื่องของเศรษฐกิจก็ต้องมีการกำหนดผลตอบแทนในเกณฑ์ที่ประเทศจะได้ประโยชน์สูงสุดเช่นกัน ซึ่งที่ประชุมกำหนดว่าหน่วยงานต่างๆ ที่ได้รับมอบหมายจะต้องมีการจัดทำเกณฑ์นี้ให้เสร็จภายใน 1 เดือน
- สั่งกรมพัฒนาธุรกิจเปิดจดทะเบียนดาต้าเซนเตอร์
นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีการสั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ไปกำหนดประเภทธุรกิจดาต้าเซนเตอร์เพื่อให้มีการจดทะเบียนธุรกิจประเภทนี้ให้มีความชัดเจน เพื่อแก้ปัญหาเดิมที่ผู้ประกอบการมักขออนุญาตภายใต้ประเภทอื่น เช่น คลังสินค้า ซึ่งทำให้มองไม่เห็นภาพรวมธุรกิจอย่างแท้จริง
ส่วนการกำหนดว่าดาต้าเซนเตอร์จะเป็นกิจการที่เป็นอุตสาหกรรมหรือไม่ เบื้องต้นมีการหารือกันในเรื่องนี้ว่าอาจจะต้องมีการดูรายละเอียดให้มีความชัดเจนอีกครั้ง หลังจากที่ข้อเสนอเดิมนั้นจะกำหนดที่มีกำลังการใช้ไฟที่เกินขนาดเกิน 2 เมกะวัตต์ (MW) แต่ที่ประชุมได้มีการหารือว่าขนาด 2 MW ถือว่าเล็กมาก และอาจจะต้องดูองค์ประกอบอื่นๆ ก่อนจะมีการกำหนดขนาดที่จะนิยามให้ดาต้าเซนเตอร์เป็นอุตสาหกรรมอีกครั้ง
- จัดระเบียบคลุมสองรูปแบบ
นอกจากนี้ที่ประชุมได้มีการหารือว่าการทำงานจะครอบคลุมการกำกับดูแลดาต้าเซนเตอร์ ทั้งสองรูปแบบคือ กลุ่มที่ให้บริการเชิงพาณิชย์แก่บุคคลภายนอก (Commercial Data Center / Co-location) และกลุ่มที่ดำเนินการภายในองค์กรเอง (Private Data Center) โดยจะเร่งดำเนินการประมวลผลข้อมูลตลาดเพื่อหาเกณฑ์มาตรฐานเปรียบเทียบ (Baseline) และจัดประเภทอุตสาหกรรมนี้ให้ชัดเจนในระยะถัดไป
- ตั้ง 4 คณะทำงานเดินหน้าวางเกณฑ์กำกับ
นอกจากนี้ สศช. ได้วางแนวทางสำคัญเพื่อร่วมขับเคลื่อนนโยบาย ได้แก่ การจัดระเบียบอัตราการใช้ทรัพยากรน้ำ และไฟฟ้า ให้มีความเหมาะสมตามต้นทุนที่แท้จริง และสะท้อนต้นทุนทางอ้อม โดยจะแต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะด้านขึ้นมารับผิดชอบ การสร้างกลไกการอนุมัติแบบเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service) เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าจากการที่นักลงทุนต้องแยกขออนุญาตหลายหน่วยงาน
นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ด้าน เพื่อกำหนดรายละเอียดข้อกำหนดขั้นต่ำในการสร้างใหม่ และระบบการตรวจสอบหลังเปิดให้บริการ (Post-auditing) ประกอบด้วย 1.ด้านเศรษฐกิจ มีเลขาฯ สศช.เป็นประธาน และเลขาฯ บีโอไอเป็นประธาน เพื่อประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และผลประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ)
2.ด้านโครงสร้างพื้นฐาน มีเลขาธิการ สทนช.และปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานทำหน้าที่ดูแลระบบน้ำ ไฟ เครือข่ายดิจิทัล และการใช้พลังงานสะอาดหรือ Green Energy)
3.ด้านพื้นที่ และอาคาร มีปลัดมหาดไทย และปลัดพลังงาน เป็นประธาน ทำหน้าที่ควบคุมทำเลที่ตั้ง ความปลอดภัยของอาคาร และสถานีไฟฟ้าย่อย
4.ด้านสิ่งแวดล้อม มีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นประธาน โดยเน้นการกำหนดแนวปฏิบัติที่ดีหรือ Best Practices เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปปฏิบัติตามอย่างยั่งยืน มากกว่าการเน้นมาตรการลงโทษ)
“การร่วมมือกันวางกรอบนโยบายเชิงรุก และการตั้งกลไกควบคุมดูแลตรวจสอบหลังเปิดให้บริการอย่างรอบด้านนี้ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเทคโนโลยีที่ยั่งยืนของประเทศไทยต่อไป” นายดนุชา กล่าว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





