วันพุธ ที่ 26 สิงหาคม 2569

Login
Login

'เอกนัฏ' เผยแผน PDP 2026 สุดทะเยอทะยาน ดันพลังงานสะอาดพุ่ง 90% สู้วิกฤตโลก

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แถลงวิสัยทัศน์พิเศษในหัวข้อ "New Energy for Thailand" จัดโดย "มติชน" ว่า ปัจจุบันเสถียรภาพด้านพลังงานของไทยตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงจากวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งในตะวันออกกลาง ช่องแคบฮอร์มุส ทะเลแดง และความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน

รวมถึงความตึงเครียดระหว่างจีนกับไต้หวัน ซึ่งหากสถานการณ์เหล่านี้ปะทุรุนแรงพร้อมกัน ชะตากรรมเศรษฐกิจไทยที่ผูกกับแหล่งพลังงานต่างประเทศอาจพังทลายลงทันที เนื่องจากประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึงกว่า 90% 

ความผันผวนนี้สะท้อนชัดเจนจากราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ตลาดสิงคโปร์ โดยเฉพาะดีเซลที่เคยพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์แตะ 292 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งหากไม่มีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงคอยบริหารจัดการ ราคาดีเซลหน้าปั๊มของไทยอาจพุ่งสูงเกินกว่า 70 บาทต่อลิตร

นอกจากนี้ ไทยยังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติเป็นหลักสูงกว่า 60% โดยต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซเหลว (LNG) ในตลาด Spot (JKM) ที่ราคาล่าสุดพุ่งขึ้นถึง 2 เท่า จาก 10-12 ดอลลาร์ สู่ 23 ดอลลาร์ ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนผลิตไฟฟ้าพุ่งสูงเกินกว่า 5 บาทต่อหน่วย

แผน PDP สุดทะเยอทะยาน เป้าสะอาดสูง 90%

จากวิกฤตการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026) ฉบับใหม่ ได้รับการออกแบบให้มีความทะเยอทะยานอย่างสูงสุด เพื่อตอบโจทย์ทั้งเป้าหมาย Net Zero ความมั่นคง และการควบคุมต้นทุนค่าครองชีพของภาคประชาชนและธุรกิจ

โดยในแผนดังกล่าวระบุเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดให้มากกว่า 60% และอาจจำเป็นต้องผลักดันให้สูงถึง 80-90% ซึ่งจะต้องนำไปสู่การนำเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอน (Carbon Capture) เข้ามาปรับใช้ในอุตสาหกรรมด้วย

กระทรวงพลังงานเตรียมประกาศผลักดันให้เชื้อเพลิงชีวภาพเป็นวาระสำคัญของประเทศ เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันดิบ โดยใช้ประโยชน์จากอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลที่ไทยส่งออกเป็นอันดับ 2 ของโลก ด้วยการส่งเสริมการผสมเอทานอลเพื่อเปลี่ยนผ่านการใช้น้ำมันจาก E10 (ปริมาณใช้ 25 ล้านลิตรต่อวัน) สู่ E20 ปัจจุบันใช้เพียง 5 ล้านลิตรต่อวัน

นโยบายนี้จะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดิบในราคาที่ถูกกว่าตลาดสิงคโปร์ โดยเอทานอลไทยมีต้นทุนผลิตต่ำกว่า 25 บาทต่อลิตร ขณะที่บราซิลผลิตได้ถูกที่สุดที่ 15 บาท ซึ่งการส่งเสริมนี้จะทำหน้าที่เสมือนการสำรองน้ำมันชีวภาพบนดิน เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไทยให้มีโอกาสเป็นเจ้าของบ่อน้ำมัน และช่วยหนุนประสิทธิภาพโรงงานผลิตเอทานอลในประเทศที่ปัจจุบันมีกำลังผลิตเหลือเฟือถึง 6-7 ล้านลิตรต่อวัน แต่ถูกนำมาใช้จริงเพียง 3 ล้านลิตรเท่านั้น

ปลดล็อก Direct PPA เสรี-ดึงเงินกู้หนุนโซลาร์ประชาชน

ในด้านอุตสาหกรรมไฟฟ้า รัฐมนตรีพลังงานเปิดเผยว่าได้เปิดตลาดรับซื้อไฟฟ้าสะอาดเสรีและการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) อย่างเต็มรูปแบบอย่างไร้ขีดจำกัด โดยไม่มีการจำกัดโควตา 2,000 เมกะวัตต์อีกต่อไป และเปิดกว้างให้แก่ทุกกลุ่มอุตสาหกรรมที่ต้องการลดภาระภาษีคาร์บอนในการส่งออก ไม่จำกัดเฉพาะกลุ่ม Data Center เท่านั้น

นอกจากนี้ รัฐบาลเตรียมนำงบประมาณส่วนหนึ่งจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร มาลงทุนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านหรือที่ดินของประชาชนโดยที่ประชาชนไม่ต้องออกทุนเอง รัฐบาลจะรับซื้อไฟฟ้าคืนทุกหน่วยและขยายโควตารับซื้อขึ้นเรื่อยๆ เป็น 1,000-3,000 เมกะวัตต์

"โครงการนี้จะช่วยให้ประชาชนมีไฟฟ้าฟรีใช้ มีส่วนลดค่าไฟรายเดือน และเมื่อครบสัญญา 7-10 ปี แผงโซลาร์ทั้งหมดจะตกเป็นของประชาชนเพื่อสร้างรายได้ในระยะยาว"

จัดระเบียบ "Data Center" แยกประเภทค่าไฟ

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่าง Data Center ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้ามหาศาล รัฐบาลได้เตรียมจัดระเบียบใหม่โดยการแยกประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าออกอย่างชัดเจน หากกลุ่มนี้ต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นและต้องมีการนำเข้า LNG เพิ่มเติม จะต้องรับผิดชอบต้นทุนค่าไฟที่สูงขึ้นด้วยตนเอง 

ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ไปดึงต้นทุนราคา Pool Gas ให้แพงขึ้นและเป็นภาระค่าไฟฟ้าแก่ประชาชนทั่วไป พร้อมกันนี้จะเร่งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid Modernization) ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) เพื่อรองรับแหล่งพลังงานที่หลากหลายทั้งโซลาร์ ลม และไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว

เร่งสำรวจแหล่งก๊าซใหม่ในประเทศ-เพื่อนบ้าน

เพื่อเสริมความมั่นคงในระยะเปลี่ยนผ่าน ประเทศไทยเตรียมแผนสำรวจและผลิตแหล่งก๊าซธรรมชาติใหม่เพิ่มเติม ทั้งในพื้นที่อ่าวไทย พื้นที่ขอนแก่น และแหล่งก๊าซในทะเลลึกฝั่งอันดามัน ขณะเดียวกัน ปตท.สผ. และพันธมิตรเอกชนยังคงร่วมสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติในพม่าจำนวน 4 หลุม เพื่อส่งกลับมาผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าราชบุรี ควบคู่ไปกับการเร่งเจรจาต่ออายุสัญญากับพม่าเพื่อรักษาระดับอุปทานก๊าซธรรมชาติที่มีราคาและเสถียรภาพคงที่ในระยะยาว

"หากเราไม่เปลี่ยนผ่านพลังงานในวันนี้ ประเทศเราจะเดินต่อไปไม่ได้ พลังงานสะอาดจะเป็นกุญแจสำคัญในการลดค่าครองชีพอย่างเป็นธรรม และเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนสู่อุตสาหกรรมใหม่เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน" นายเอกนัฏ กล่าว