รถยนต์ใหม่ที่ขายในท้องตลาดทุก ๆ 4 คันจะมีจำนวน 1 คันที่ เป็นยานยนต์ไฟฟ้า หรือ อีวี ข้อสรุปนี้ได้รับการยืนยันจาก
Global EV Outlook 2026 โดย สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA)ที่ระบุว่า ยอดขายอีวีทั่วโลกเติบโตถึง 20% และคาดว่าจำนวนอีวีจะเกิน 20 ล้านคันในปี 2568 ที่ผ่านมา
อัตราการเติบโตของอีวี มีปัจจัยประกอบหลายส่วน ยกตัวอย่างตลาดอเมริกาเหนือที่มีการเคลื่อนไหวและปัจจัยแวดล้อมที่น่าสนใจ รายงาน “ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในอเมริกาเหนือ - การวิเคราะห์ส่วนแบ่งการตลาด แนวโน้มอุตสาหกรรมและสถิติ การคาดการณ์การเติบโต (2569-2574)” จากเว็บไซต์ResearchAndMarkets.comระบุว่า ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในอเมริกาเหนือคาดว่าจะเติบโตจาก 95.05 พันล้านดอลลาร์ในปี 2568 และเพิ่มขึ้นเป็น 102.66 พันล้านดอลลาร์ในปี 2569 และเติบโตไปอีกเป็น 150.92 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2574 โดยคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้นที่ 8.01% ระหว่างปีดังกล่าว โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญคือ ต้นทุนแบตเตอรี่ที่ลดลง ,ระยะทางการขับขี่ที่เพิ่มขึ้น ,แรงจูงใจจากภาครัฐ และการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในการผลิตแบตเตอรี่ภายใน
ต้นทุนแบตเตอรี่ลดลง-วิ่งไกลขึ้น
ราคาแบตเตอรี่ลดลงเหลือ 108 ดอลลาร์ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมงในปี 2568 และคาดว่าจะลดลงอีกเนื่องจากการผลิตแบตเตอรี่ลิเธียมเหล็กฟอสเฟตขยายตัว โครงการผลิตในระดับภูมิภาคที่วางแผนไว้ รวมถึงโรงงานผลิตเซลล์แบตเตอรี่ในมิชิแกนที่ Tesla และ LG Energy Solution ประกาศสำหรับปี 2570 ย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงไปสู่ห่วงโซ่อุปทานรถยนต์ไฟฟ้าในท้องถิ่น
“ระยะทางการขับขี่ที่เพิ่มขึ้นยังช่วยเสริมความสนใจของผู้บริโภคในรถยนต์ไฟฟ้าทั่วสหรัฐ แคนาดา และเม็กซิโก คาดว่ารถยนต์รุ่นใหม่หลายรุ่นที่จะเปิดตัวในปีนี้ จะมีระยะวิ่งเกิน 300 ไมล์ หรือ ประมาณ 400 กิโลเมตร ในขณะที่รถยนต์อย่างเช่น Chevrolet Equinox EV ผสมผสานระยะวิ่งที่ไกลขึ้นเข้ากับราคาเริ่มต้นประมาณ 35,000 ดอลลาร์ซึ่งช่วยให้ง่ายที่จะเป็นเจ้าของในกลุ่มผู้บริโภคที่กว้างขึ้น”
มาตรการจูงใจเร่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้า
มาตรการจูงใจด้านการผลิตและผู้บริโภคภายใต้พระราชบัญญัติลดภาวะเงินเฟ้อกำลังลดระยะเวลาคืนทุนสำหรับผู้ผลิตรถยนต์
ผู้ประกอบการขนส่ง และผู้ซื้อรายบุคคล ข้อกำหนดคุณสมบัติที่เพิ่มขึ้นยังกระตุ้นให้ผู้ผลิตจัดหาวัสดุและส่วนประกอบแบตเตอรี่จากอเมริกาเหนือและตลาดที่ได้รับอนุมัติอื่นๆ มากขึ้น
กฎระเบียบที่ส่งผลกระทบต่อกราไฟต์และวัสดุแบตเตอรี่ที่สำคัญอื่นๆ กำลังกระตุ้นให้ผู้ผลิตรถยนต์จัดทำข้อตกลงการจัดหาใหม่กับผู้ผลิตในแคนาดาและออสเตรเลีย บริษัทที่มีการผลิตเซลล์แบตเตอรี่ภายในประเทศอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบในการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการจัดหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะที่ซัพพลายเออร์ยังคงลงทุนในกำลังการผลิตด้านการกลั่น การแปรรูป และการผลิตในระดับภูมิภาค
“รถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้รับแรงผลักดันเพิ่มเติมจากสิ่งจูงใจสูงสุดถึง 40,000 ดอลลาร์ต่อหน่วยที่ผ่านเกณฑ์ เครดิตเหล่านี้กระตุ้นให้บริษัทขนส่งพัสดุ หน่วยงานเทศบาล และผู้ประกอบการขนส่งอื่นๆ เปลี่ยนไปใช้ยานพาหนะที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์”
ด้านความพร้อมของสถานีชาร์จสาธารณะยังคงมีอิทธิพลต่อการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า คาดว่าอาจต้องมีสถานีชาร์จ 28 ล้านแห่งภายในปี 2573 เทียบกับประมาณ 8 ล้านแห่งที่ติดตั้งแล้วภายในสิ้นปี 2568 ความล่าช้าในการขออนุญาตและปัญหาคอขวดในการก่อสร้างกำลังชะลอการขยายเครือข่าย แม้จะมีโครงการระเบียงการชาร์จของรัฐบาลกลางมูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์ก็ตาม
ไทยปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์สอดคล้องภาวะตลาด
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังเร่งปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบหมายกรมสรรพสามิตพิจารณาโครงสร้างอัตราภาษีและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน และสนับสนุนผู้ประกอบการที่ลงทุน ผลิต ใช้ชิ้นส่วน และสร้างการจ้างงานในประเทศไทย
การพิจารณาครั้งนี้ครอบคลุมรถยนต์ทั้งระบบ ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รถยนต์ไฮบริด และรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป โดยเฉพาะในภาวะที่ตลาด EV เติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะที่ความตกลงการค้าเสรี (FTA) บางฉบับทำให้รถยนต์สำเร็จรูปนำเข้าจากต่างประเทศได้รับสิทธิด้านภาษีศุลกากร จึงจำเป็นต้องพิจารณาโครงสร้างภาษีสรรพสามิตควบคู่กัน เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมตลาด การลงทุน และการผลิตในประเทศ
ขณะเดียวกัน การปรับโครงสร้างภาษีไม่ได้พิจารณาเพียงว่าจะเพิ่มหรือลดอัตราภาษีเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการวางทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ในระยะต่อไป โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มอบนโยบายแก่กรมสรรพสามิตไว้ 3 เป้าหมายสำคัญ
มุ่งเสริมแกร่งฐานการผลิตรถยนต์ของประเทศ
1. นำเข้าเพื่อการลงทุน (Investment-Driven Import) การนำเข้ารถยนต์เทคโนโลยีใหม่ต้องเชื่อมโยงไปสู่การลงทุนระยะยาว โดยเปิดโอกาสให้นำรถยนต์รุ่นใหม่และเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาศึกษา ทดลองตลาด และเรียนรู้ ก่อนต่อยอดไปสู่การลงทุนและผลิตจริงในประเทศไทย
2. ผลิตเพื่อส่งออก มุ่งสู่ Regional EV Hub ต่อยอดความแข็งแกร่งของประเทศไทยจากการเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถยนต์สำคัญ หรือ “Detroit of Asia” ไปสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของภูมิภาค โดยเพิ่มขนาดการผลิตในประเทศควบคู่กับการขยายตลาดส่งออก
3. ยกระดับ Local Content สู่ชิ้นส่วนมูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added Local Content) สนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนและห่วงโซ่อุปทานไทยให้ก้าวจากการผลิตและประกอบชิ้นส่วนพื้นฐาน ไปสู่ชิ้นส่วนและเทคโนโลยีสำคัญของยานยนต์ยุคใหม่ ผ่านความร่วมมือกับนักลงทุนต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับทักษะแรงงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทยมากขึ้น
“ที่ผ่านมามาตรการส่งเสริม EV มีส่วนสำคัญในการสร้างตลาดและดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย เมื่ออุตสาหกรรมเข้าสู่ระยะต่อไป มาตรการของรัฐจึงต้องปรับให้ทันกับสถานการณ์ เพื่อให้การเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์เกิดประโยชน์กลับมาถึงคนไทยมากขึ้น ทั้งการรักษาและสร้างงานในภาคการผลิต การเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการและผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่มีมูลค่าสูงขึ้น รวมถึงสร้างการแข่งขันและทางเลือกด้านเทคโนโลยีให้แก่ผู้บริโภค”
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดโครงสร้างอัตราภาษีและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดและทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศในระยะต่อไป





