‘ชัชชาติ’ เบรกใบอนุญาต “ดาต้าเซนเตอร์” รายใหม่กลางกรุง อุดช่องโหว่กฎหมาย ระงับใบอนุญาตคลังน้ำมันสำรอง สยบปมแย่งน้ำ-ไฟ จับมือพลังงาน-กฟน.-กปน. อุดช่องโหว่เลี่ยงกฎหมายคลังสินค้า คุมเข้มสต๊อกน้ำมันฉุกเฉินหวั่นแย่งทรัพยากรประชาชน ด้านการไฟฟ้า-ประปา แจงใช้น้ำ-ไฟน้อยกว่าห้าง ชี้ไม่มีตุนน้ำมันมากอย่างที่กังวล
KEY POINTS
- กทม. สั่งระงับการก่อสร้างดาต้าเซนเตอร์แห่งใหม่ 3 แห่ง และเตรียมใช้กฎหมายผังเมืองฉบับใหม่ควบคุม หลังมีนิยามที่ชัดเจนเพื่ออุดช่องโหว่ที่ผู้ประกอบการเคยขออนุญาตเป็น "คลังสินค้า"
- กระทรวงพลังงานสั่งระงับการออกใบอนุญาตตั้งถังน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองสำหรับดาต้าเซนเตอร์ เพื่อรอการพิจารณาเกณฑ์ด้านความปลอดภัย และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
- การคุมเข้มครั้งนี้เกิดจากความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรไฟฟ้า และน้ำ และความปลอดภัยในการกักเก็บน้ำมันปริมาณมากในเขตเมือง
วันนี้ (2 ก.ย.69) กรุงเทพฯ - กรุงเทพมหานครร่วมแถลงข่าวครั้งใหญ่ร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง (MEA) การประปานครหลวง (MWA) และกระทรวงพลังงาน เพื่อชี้แจงมาตรการคุมเข้ม และจัดระเบียบการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ (Data Center) ขนาดใหญ่ในเขตกรุงเทพมหานคร หลังเกิดกระแสความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การแย่งใช้ทรัพยากร และความปลอดภัยในการกักเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองในเขตชุมชนเมือง
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ดาต้าเซนเตอร์คือ ศูนย์รวมคอมพิวเตอร์สำหรับเก็บข้อมูล ประมวลผล และให้บริการระบบคลาวด์ (Cloud)ซึ่งในอดีตกรุงเทพฯ มีการโฆษณาว่ามีดาต้าเซนเตอร์ประมาณ 30-40 แห่ง แต่ส่วนใหญ่เป็นระบบภายในของแต่ละบริษัทที่เปิดดำเนินการมานานกว่า 10 ปีแล้ว ทว่าในปัจจุบันเทคโนโลยี และรูปแบบธุรกิจเปลี่ยนไป เกิดรูปแบบ "Standalone Data Center" ขนาดใหญ่ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้บริการแก่หน่วยงานภายนอกโดยเฉพาะ
ตั้งแต่ปี 2564-2565 มีผู้ประกอบการยื่นขออนุญาตจัดตั้งสแตนด์อโลนดาต้าเซนเตอร์ขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ ทั้งหมด 6 แห่ง ได้รับอนุญาตไปแล้ว 3 แห่งในช่วงปี 2565-2566 ส่วนอีก 3 แห่งที่เหลือ กทม. ได้สั่งระงับ และให้กลับไปทบทวนตามมาตรฐานใหม่ทั้งหมด
อีกทั้งการขอเป็นคลังสินค้าทำให้เกิดปัญหาเกณฑ์การพิจารณาอาคาร เช่น ที่จอดรถหรือห้องน้ำ เพราะอาคารประเภทนี้ไม่มีพนักงานนั่งทำงานประจำจริง
ทั้งนี้ กทม. ตระหนักถึงข้อกังวลของประชาชนโดยที่ผ่านมาประเทศไทย ไม่มีคำนิยามของ "Data Center" ในกฎหมายอย่างชัดเจน ทำให้ผู้ประกอบการมักยื่นขออนุญาตในหมวด "คลังสินค้า" ส่งผลให้ในแง่ผังเมืองไม่ต้องทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และไม่ต้องขออนุญาตตั้งโรงงานอุตสาหกรรม
ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม สำนักนายกรัฐมนตรีได้ประกาศนิยามดาต้าเซนเตอร์อย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากเนื่องจาก กทม. อยู่ระหว่างการปรับปรุงร่างผังเมืองรวมพอดี จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะบรรจุนิยาม และข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ทันสมัยนี้ลงไปในข้อกฎหมายผังเมืองรวม และการควบคุมอาคารเพื่ออุดช่องโหว่ดังกล่าว
- รับโครงสร้างพื้นฐานในเมืองเอื้อดาต้าเซนเตอร์
ทั้งนี้จากการวิเคราะห์พบว่าดาต้าเซนเตอร์จำเป็นต้องตั้งในเมืองเพราะเขตเมืองหลวงมีโครงข่ายสายไฟเบอร์ออปติก (Fiber Optic) หนาแน่นสูง เช่น ย่านพระราม 9 ซึ่งช่วยลดค่าความหน่วงสัญญาณ (Latency) ในการรับส่งข้อมูล และยังสอดคล้องกับเทคโนโลยีการประมวลผลปลายขอบ (Edge Computing) ที่ต้องการประมวลผลที่อยู่ใกล้ชิดผู้ใช้งานมากที่สุดเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
รวมถึงเมืองหลวงมีความมั่นคงของระบบไฟฟ้าสูง มีบุคลากรวิศวกรผู้เชี่ยวชาญพร้อมซ่อมบำรุง และเป็นจุดเชื่อมต่อเกตเวย์ (Gateway) อินเทอร์เน็ตระดับโลกได้ง่ายที่สุด
ปัจจุบันได้รับข้อร้องเรียนหลักๆ 2 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่ใกล้โรงพยาบาลพระรามเก้า (หรือพญาไท 9) ที่ตัวอาคารยังไม่เปิดดำเนินงาน แต่ประชาชนกังวลเรื่องการตั้งใกล้สถานพยาบาล และอีกแห่งหนึ่งได้รับการร้องเรียนเรื่องเสียงดังรบกวนจากการทดสอบเครื่องปั่นไฟสำรองฉุกเฉินในเวลากลางคืน ซึ่งภายหลังปรับมาทดสอบในเวลากลางวันก็ไม่มีการร้องเรียนเพิ่มเติมเนื่องจากมีเสียงสภาพแวดล้อมทั่วไปกลบ
สำหรับความกังวลเรื่องคลื่นความร้อนสะสมหรือภัยรังสี (Urban Heat) แม้จะยังไม่มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาอย่างเป็นทางการ แต่ กทม. ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ศึกษา และตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป
- ชี้มีแผนบริหารภาวะฉุกเฉิน
สำหรับคำถามที่ว่าหากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นมา ทุกหน่วยงานมีหน้าที่ และความรับผิดชอบตามกฎหมายของตนเองอยู่แล้ว เช่น กรมธุรกิจพลังงานดูแลเรื่องน้ำมัน การไฟฟ้าดูแลเรื่องระบบไฟ การประปาดูแลเรื่องระบบน้ำ และ กทม. ดูแลควบคุมการก่อสร้าง ระยะเว้น ระยะร่น และเหตุเดือดร้อนรำคาญทางกฎหมายท้องถิ่น ทั้งนี้ปัจจุบันแม้จะทำงานแยกส่วนกัน แต่ในอนาคตจะมีการรวมศูนย์โดยมี "บอร์ด Data Center" มากำกับดูแลในภาพรวมเพื่อประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น
- MEA แจงดาต้าเซนเตอร์ใน กทม.ไม่ใช่ขนาดใหญ่
นายเกษม สระทองฮัก ผู้ช่วยผู้ว่าการ (สายงานวางแผนและนวัตกรรม) การไฟฟ้านครหลวง (MEA) แถลงชี้แจงในประเด็นความกังวลเรื่องปริมาณไฟฟ้าว่า ดาต้าเซนเตอร์ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ไม่ใช่ขนาดใหญ่มากเหมือนในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หรือต่างจังหวัดที่ใช้ไฟสูงหลายร้อยเมกะวัตต์
โดยในเขตกรุงเทพฯ มีขนาดความต้องการใช้ไฟเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20 เมกะวัตต์ (MW) และมีการใช้งานจริงเฉลี่ยเพียง 8 เมกะวัตต์ (MW) เท่านั้น
ทาง MEA ยืนยันว่า ปริมาณการใช้ไฟฟ้าดังกล่าวถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับสถานประกอบการธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่หรือโครงการยักษ์ใหญ่ในเมืองหลวงที่บางแห่งมีความต้องการใช้ไฟสูงถึงระดับ 100 เมกะวัตต์ขึ้นไป
ยิ่งไปกว่านั้น ระบบการจ่ายไฟฟ้าให้กับดาต้าเซนเตอร์จะเป็นการเดินระบบจ่ายไฟแยกออกต่างหากโดยเฉพาะเพื่อความมั่นคงของระบบ และพื้นที่ ที่ขอจ่ายไฟล้วนเป็นจุดที่โครงข่ายระบบไฟฟ้าของ MEA มีความเสถียร และรองรับได้อย่างเพียงพออยู่แล้ว จึงมั่นใจได้ว่าจะไม่มีผลกระทบต่อการใช้ไฟฟ้าของประชาชนในพื้นที่โดยรอบตลอดจนอุปกรณ์ และการเชื่อมต่อทั้งหมดได้รับการตรวจสอบ และยืนยันความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล
- ประปานครหลวงชี้ใช้น้ำน้อยกว่า รพ. - ห้าง
นายสุพิเชฐ ถาวรทวีวงษ์ รองผู้ว่าการการประปานครหลวงชี้แจงถึงสถิติการใช้น้ำประปาในระบบหล่อเย็น (Cooling System) เพื่อลดอุณหภูมิเครื่องคอมพิวเตอร์ว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการดาต้าเซนเตอร์รายใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ มีการใช้น้ำเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 7,800 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน
เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับภาคส่วนอื่นในเมืองหลวง พบว่าโรงพยาบาลขนาดใหญ่มีการใช้น้ำเฉลี่ยถึงเดือนละ 20,000 ลูกบาศก์เมตร ขณะที่ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ใช้สูงถึงเดือนละ 30,000–40,000 ลูกบาศก์เมตร
ตัวเลขนี้จึงแสดงให้เห็นชัดเจนว่า อัตราการใช้น้ำของดาต้าเซนเตอร์ในปัจจุบันยังไม่มีนัยสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อปริมาณการจ่ายน้ำประปาของประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ
สำหรับน้ำเสียในระบบหล่อเย็น ส่วนใหญ่จะระเหยกลายเป็นไอระบายความร้อน หรือถูกนำกลับมาหมุนเวียนใช้ประโยชน์อื่นๆ ภายในพื้นที่ เช่น รดน้ำต้นไม้ จึงยังไม่พบปัญหามลพิษทางน้ำเสีย
อย่างไรก็ตาม กทม. ได้ตั้งข้อสังเกต และจะส่งทีมตรวจวัดอุณหภูมิของน้ำระบายก่อนปล่อยลงสู่คูคลองสาธารณะเพื่อป้องกันปัญหาสภาพแวดล้อม และพร้อมร่วมมือกับกระทรวงพลังงานในการตรวจคัดกรองอย่างเข้มงวดต่อไป
- พลังงานแจงสั่งระงับตั้งถังน้ำมันสำรอง
ด้าน น.ส. ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชี้แจงว่ากรณีความปลอดภัยในการกักเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงปริมาณสูงเพื่อใช้กับเครื่องปั่นไฟสำรองฉุกเฉินกรณีไฟตกไฟดับ ซึ่งตามมาตรฐานสากลระบุว่าดาต้าเซนเตอร์จะต้องสามารถจ่ายไฟสำรองได้อย่างน้อย 48 ชั่วโมงติดต่อกัน
ทางกระทรวงพลังงาน โดยกรมธุรกิจพลังงาน ได้รับคำสั่งตรงจาก นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ดำเนินการระงับการออกใบอนุญาตจัดตั้งถังน้ำมันสำรองฉุกเฉินใหม่ทุกรายสำหรับกิจการดาต้าเซนเตอร์ เพื่อสอดรับกับนโยบายชะลอของ กทม. ระหว่างรอผลการพิจารณาเกณฑ์ตรวจสอบสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรน้ำ และไฟฟ้าจาก "บอร์ด Data Center" ที่กำลังจะจัดประชุมในเร็วๆ นี้
พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงในพื้นที่กรณีปัญหา และข้อร้องเรียน ดังนี้ กรณีรามคำแหง 28 ที่มีกระแสข่าวว่ามีการจัดเก็บน้ำมันสูงถึง 400,000 ลิตร ข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบเอกสารใบอนุญาตพบว่า ได้รับอนุญาตให้จัดเก็บเพียง 200,000 ลิตรเท่านั้น ซึ่งตัวเลข 400,000 ลิตรอาจเป็นแผนรองรับโครงการในอนาคต (Full Phase) โดยหากเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นแล้วพบว่ามีการลักลอบจัดเก็บเกินกว่า 200,000 ลิตร ที่ได้รับอนุญาตจริง จะสั่งดำเนินคดีทางกฎหมายขั้นเด็ดขาดทันที
ส่วนกรณีพระราม 9 ยืนยันว่าโครงการในพื้นที่ดังกล่าวยังไม่ได้รับใบอนุญาตสะสมน้ำมันใดๆ ทั้งสิ้นหากตรวจพบว่ามีการลักลอบประกอบกิจการสะสมน้ำมันสำรองไฟฉุกเฉินโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จะดำเนินคดีอาญาสูงสุด โทษจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท พร้อมกันนี้จะส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ร่วมกับ กทม. บูรณาการบังคับใช้กฎหมายท้องถิ่นหากประชาชนได้รับความเดือดร้อนรำคาญจากกลิ่นน้ำมัน มลภาวะ และเสียงรบกวน
- ชี้ กทม.มีใบอนุญาตเก็บน้ำมัน 56 แห่ง
ทั้งนี้ปัจจุบันมีสถานที่ได้รับอนุญาตให้กักเก็บสะสมน้ำมันเพื่อใช้เฉพาะในกิจการของตนเอง (ไม่จำกัดเฉพาะดาต้าเซนเตอร์) ทั้งหมด 56 แห่งทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งได้รับการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด และเข้มงวดตามมาตรฐานความปลอดภัยระดับเดียวกับสถานีบริการน้ำมันในชุมชนเมือง
ทั้งนี้ กทม. ได้เสนอแนะให้ทบทวนข้อกฎหมายของกรมธุรกิจพลังงานในการปรับลดเพดานสูงสุดการกักเก็บน้ำมันเพื่อใช้ส่วนตัวจากเดิมที่จำกัดไว้ไม่เกิน 500,000 ลิตร ให้ลดลงมาให้เหมาะสม และปลอดภัยกับบริบทชุมชนเมืองในปัจจุบันยิ่งขึ้น
ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ยังได้ตอบคำถามสื่อมวลชนถึงประเด็นสำคัญในพื้นที่กรุงเทพฯ ด้วยว่าความคืบหน้าคดีทุจริตสวมสิทธิทะเบียนบ้าน สำนักงานเขตดินแดง ปัจจุบัน กทม. ไม่ได้นิ่งนอนใจ และสั่งปูพรมตรวจสอบความผิดปกติเรื่องทะเบียนบ้านทั่วกรุงเทพฯ เบื้องต้นมีคำสั่งให้ออก และพักงานเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องไปแล้ว 4-5 ราย และพบทะเบียนบ้านที่มีปัญหาย้ายเข้าผิดปกติจำนวนมากผิดสังเกตกว่า 10 หลังคาเรือน ซึ่งอยู่ระหว่างการสืบสวนเชิงลึก และหาข้อเท็จจริงเพื่อเอาผิดผู้ร่วมขบวนการอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
ส่วนความคืบหน้าการจัดการพื้นที่เพลิงไหม้คลองถม เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้ดำเนินการควบคุมสถานการณ์จนเพลิงดับสนิทเรียบร้อยแล้ว และได้ถอนกำลังออกเพื่อให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบหาสาเหตุเพลิงไหม้ต่อไป
เนื่องจากพื้นที่ชั้นสองพังถล่มทับชั้นหนึ่งซึ่งเป็นจุดต้นเพลิง เจ้าหน้าที่ต้องใช้วิธีเจาะโครงสร้าง (Core Drilling) เข้าไปตรวจสอบ ส่วน กทม. จะทำหน้าที่ควบคุม และกำกับดูแลแผนการรื้อถอนอาคารที่เสียหาย โดยการรื้อถอนทั้งหมดเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของเจ้าของอาคารที่จะต้องเร่งดำเนินการตามกฎหมาย
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





