กกร.ปรับ GDP ไทยปี 69 โต 2.5% พ่วงเตือนเศรษฐกิจ K-Shape ทิ้งห่าง SME ไทย พร้อมกางแผน Data Center-Reinvent Thailand รับมือศึกตะวันออกกลางป่วนเศรษฐกิจ
KEY POINTS
- คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ของไทยปี 2569 เป็นเติบโต 2.1-2.5% จากเดิม 1.6-2.0% และปรับเพิ่มการส่งออกเป็น 12-16% เนื่องจากแรงส่งของการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวสูงกว่าคาด
- กกร. แสดงความกังวลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในลักษณะ K-shape ที่มีความเหลื่อมล้ำสูง โดยพบว่าธุรกิจ K ขาบน (เติบโต) กระจุกตัวในกลุ่ม New Economy เช่น คอมพิวเตอร์และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทต่างชาติ
- ขณะที่ธุรกิจ K ขาล่าง (ถดถอย) เป็นกลุ่มที่เผชิญการแข่งขันรุนแรงจากสินค้าต่างประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs สัญชาติไทยใน 7 อุตสาหกรรมภายใต้ “Reinvent Thailand” ที่มีการผลิตลดลงเฉลี่ย 8% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
- แม้การส่งออกและการลงทุนจะเติบโตสูง แต่แรงส่งสู่เศรษฐกิจในประเทศกลับลดลงอย่างชัดเจน สะท้อนว่าไทยสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ (Domestic Value Capture) ได้น้อยลงจากการพึ่งพาสินค้านำเข้า (Import Content) ที่สูง
- กกร. ชี้ว่าการมองเพียงตัวเลขเศรษฐกิจภาพรวมอาจไม่เพียงพอ และจำเป็นต้องยกระดับข้อมูลอุตสาหกรรมของประเทศเพื่อให้เข้าใจปัญหา K-Shape และนำไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างเร่งด่วน
นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าแห่งประเทศ ว่า ปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กลับมายกระดับ เพิ่มแรงกดดันต่อราคาพลังงานโลกและสร้างความผันผวนในตลาดการเงิน
โดยล่าสุด ณ ต้นเดือน ก.ย. 69 ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้นแตะ 95 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล (จาก 84 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรลเมื่อเดือน ก.ค.) ท่ามกลางปริมาณน้ำมันสำรองโลกที่ลดลงต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน จากมาตรการจำกัดการส่งออกน้ำมันดีเซลที่ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำมันสำเร็จรูปสะสมในคลังสูงขึ้น จนผู้ประกอบการโรงกลั่นจำเป็นต้องลดกำลังการผลิตลง
ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการกลั่นและปริมาณวัตถุดิบพลอยได้จากกระบวนการกลั่น (By-products) อาทิ Naphtha, Benzene, Toluene, Para-Xylene เป็นต้น ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี พลาสติก ยาง เคมีภัณฑ์ ยานยนต์ และบรรจุภัณฑ์
ดังนั้น จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งพิจารณาผ่อนคลายให้สามารถส่งออกน้ำมันได้ตามกลไกการค้าเสรี รวมทั้ง การบริหารสถานการณ์ร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ตามที่ กกร. ได้เสนอไปก่อนหน้านี้ ซึ่งจะเป็นแนวทางสำคัญในการบริหารสมดุลการผลิต ลดผลกระทบต่อภาคการกลั่น และรักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมไทย
ทั้งนี้ กกร. มองเห็นความสำคัญในการยกระดับข้อมูลอุตสาหกรรมของประเทศ เพื่อให้เข้าใจการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในลักษณะ K-shape Economy มากขึ้น ซึ่ง กกร. ได้ติดตามประเด็น K-shape ของเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือน มิ.ย. 69 โดยเจาะลึกข้อมูลด้านการส่งออก การผลิต และข้อมูลงบการเงินภาคธุรกิจ ทั้งในมิติรายอุตสาหกรรม สัญชาติและขนาดของธุรกิจ
โดยพบว่า K ขาบนกระจุกตัวในธุรกิจ New Economy ที่ได้อานิสงส์จาก Digital และ AI เช่น คอมพิวเตอร์และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทจีน สหรัฐฯ และสิงคโปร์
ขณะที่ K ขาล่างเป็นธุรกิจที่เผชิญการแข่งขันรุนแรงจากสินค้าต่างประเทศ เช่น ยานยนต์ ปิโตรเลียม และวัสดุก่อสร้าง โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาพบว่าธุรกิจ SMEs ใน K ขาล่าง สัญชาติไทยที่อยู่ใน 7 อุตสาหกรรมภายใต้ “Reinvent Thailand” มีการผลิตลดลงเฉลี่ย 8% ขณะที่กิจการต่างชาติลดลงสูงถึง 19% โดยเฉพาะธุรกิจญี่ปุ่น
ความแตกต่างที่เกิดขึ้นทำให้การมองเพียงตัวเลขเศรษฐกิจในภาพรวมอาจไม่เพียงพอ และยิ่งตอกย้ำความสำคัญของข้อมูล ผ่านการยกระดับตัวชี้วัดใน 3 มิติ ได้แก่ ความครอบคลุม (Coverage) คุณภาพข้อมูล (Quality) และสะท้อนโครงสร้างทางเศรษฐกิจ (Structure) ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยอาศัยการเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สภาพัฒน์ และสำนักงานประกันสังคม เพื่อให้เกิดการปฎิรูปเชิงโครงสร้างอย่างเร่งด่วน
สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 69 มีแนวโน้มเติบโตดีกว่าที่ประเมินไว้ จากแรงส่งของการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวสูงกว่าคาด โดย กกร. ปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกเป็น 12%-16% จากเดิม 8%-10% และ ปรับประมาณการ GDP เป็น 2.1%-2.5% จากเดิม 1.6%-2.0%
อย่างไรก็ดี แรงส่งจากการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนสู่เศรษฐกิจในประเทศลดลงอย่างชัดเจน โดยในอดีตการส่งออกที่เติบโตเฉลี่ยราว 14% และการลงทุนที่เติบโต 10% เคยสอดคล้องกับ GDP ที่ขยายตัวเฉลี่ยราว 6-7% สะท้อนว่าไทยสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ (Domestic Value Capture) ได้น้อยลง จากการพึ่งพา Import Content ที่สูง ขณะที่การลงทุนระลอกใหม่ยังสร้างการจ้างงานได้จำกัดเมื่อเทียบกับในอดีต
ทั้งนี้ ไทยจำเป็นต้องรักษาการอยู่ในเรดาร์การลงทุนของโลก แต่ต้องเร่งต่อยอดให้เต็มศักยภาพ ตัวอย่างเช่น Data Center ซึ่งทุกการลงทุน 100 เมกะวัตต์ (MW) คิดเป็นมูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท ต้องเร่งสร้าง Ecosystem ให้เกิดเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ (vertical integration) อาทิ ขยายการลงทุน PCB ที่ได้รับการอนุมัติโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด น้ำ การยกระดับภาคอุตสาหกรรมไปสู่ smart manufacturing และการเตรียมความพร้อมด้านบุคคลากร
โดยมีส่วนร่วมจากสถาบันการศึกษา ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลอย่างเต็มศักยภาพเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมใหม่ เช่น creative economy เพื่อให้เกิด real impact ต่อเศรษฐกิจในประเทศ ดังนั้น กกร. จึงได้แต่งตั้งคณะทำงาน Data center เพื่อร่วมขับเคลื่อนธุรกิจนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทย
ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่ง Reinvent เศรษฐกิจ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและปรับตัวรับโอกาสจากจังหวะที่ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ สร้าง Trust & Confidence และดึงดูดการลงทุนระลอกใหม่ จึงเป็นที่มาของการจัดงาน “The Bangkok Business Summit 2026: Reinvent Thailand, Resilient ASEAN” ที่ กกร. และพันธมิตรในภาคส่วนต่างๆ มีความพร้อมที่จะเปิดเวทีสำคัญนี้ในวันที่ 3 ก.ย. 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ซึ่งจะเป็นเวทีผนึกกำลังภาครัฐ เอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจไทยให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยภายในงานจะมีการหารือถึง New Growth Engines ของประเทศ การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน การดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ตลอดจนการสร้างเศรษฐกิจและภูมิภาคอาเซียนที่มีความยืดหยุ่นและพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง และส่งผลดีอย่างทั่วถึงทั้งในมุม Supply chain, SMEs และเศรษฐกิจชุมชน





