วันอังคาร ที่ 25 สิงหาคม 2569

Login
Login

คิกออฟยกเครื่อง ‘เศรษฐกิจ’ กกร.เปิดเวทีลุยปรับโครงสร้าง-แก้คอร์รัปชัน

การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากกับดักการเติบโตต่ำกำลังเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วยสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, และสมาคมธนาคารไทย 

ร่วมกับกระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารโลก จัดงาน ‘The Bangkok Business Summit 2026’ วันที่ 3 ก.ย.2569 ภายใต้แนวคิด ‘Reinvent Thailand, Resilient ASEAN’

สำหรับการจัดงานดังกล่าวต่อยอดจากแนวคิดนายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ที่เสนอภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand” เพื่อสร้างหมุดหมายใหม่ปฏิรูปโครงสร้างประเทศ ซึ่งสอดคล้องผลศึกษาธนาคารโลกทุกมิติ 

รวมทั้งแสดงความพร้อมก่อนเป็นเจ้าภาพประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก (IMF-World Bank Group Annual Meetings) วันที่ 12-18 ต.ค.2569 และปูทางสู่ประธานอาเซียนในปี 2571

คิกออฟยกเครื่อง ‘เศรษฐกิจ’ กกร.เปิดเวทีลุยปรับโครงสร้าง-แก้คอร์รัปชัน ดร.พชรพจน์ นันทรามาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ในฐานะผู้แทนสมาคมธนาคารไทย กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ภาคเอกชนมองตรงกันว่า ประเทศไทยไม่สามารถใช้ Economic Model หรือเศรษฐกิจรูปแบบเดิม สร้างการเติบโตได้อีก

จึงต้องเร่ง Reinvent Thailand ปรับเปลี่ยนและสร้างไทยรูปแบบใหม่ เพื่อยกระดับความสามารถการแข่งขันและสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

ขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลกเป็น Window of Opportunity หรือหน้าต่างแห่งโอกาสของไทย เพราะบริษัทและนักลงทุนทั่วโลกกำลังมองหาพื้นที่ใหม่สำหรับการผลิต การลงทุนและการเชื่อมโยงธุรกิจ โดยไทยต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ Trust & Confidence เพื่อดึงการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศ

  • 3 พลังหนุนไทยเปลี่ยนประเทศ

ทั้งนี้ ไทยมีความพร้อมเดินหน้าการเปลี่ยนแปลง เนื่องจากมี 3 พลังสำคัญเกิดขึ้นพร้อมกัน คือ

1.แรงส่งจากภาคเอกชน โดยภาคธุรกิจมีความต้องการร่วมกันที่จะ Reinvent Thailand 

2.ความรู้และมาตรฐานระดับโลก Global Knowledge & Benchmark โดยเฉพาะข้อเสนอและงานศึกษาจากธนาคารโลก หรือ World Bank ที่เข้ามาช่วยให้ไทยเห็นภาพว่าประเทศควรปรับตัวอย่างไรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 

3.ความต่อเนื่องของนโยบายและความร่วมมือภาครัฐและเอกชน ผ่านกลไกของภาครัฐและความร่วมมือผ่าน กรอ.

รวมทั้งช่วงเวลานี้เป็นจังหวะเวลาของการจัดงานที่มีความสำคัญ เพราะไทยกำลังจะเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank Group Annual Meetings ซึ่งมาจัดที่กรุงเทพฯ ครั้งแรกในรอบ 35 ปี และเตรียมความพร้อมก่อนไทยจะรับบทบาทประธานอาเซียนปี 2571

กกร.ต้องการใช้ Bangkok Business Summit เป็น Starting Point of a Journey หรือจุดเริ่มต้นการเดินทาง ไม่ใช่งานจบแล้วจบเลย แต่ต้องต่อยอดไปสู่การลงมือทำ

ทั้งนี้ ต้องการเห็นการร่วมกันหาแนวทาง ปลดล็อกปัญหาเชิงโครงสร้าง ของประเทศไทย และสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่หรือ New Growth Engines ที่จะเข้ามาขับเคลื่อนประเทศในระยะต่อไป

อีกทั้ง เวทีนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ไทยได้นำเสนอหลากหลายมุมเพื่อให้นักลงทุนต่างชาติเห็นว่าประเทศไทยมีจุดแข็งและโอกาสอะไร และที่สำคัญคือต้องเปลี่ยนข้อเสนอเชิงนโยบายให้เกิดการขับเคลื่อนจริง

สำหรับ Theme ของงานคือ “Reinvent Thailand, Resilient ASEAN” หรือ “ปรับเปลี่ยนประเทศไทย สร้างอาเซียนที่แข็งแกร่งและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้”
ส่งสัญญาณถึงนักลงทุนโลก
สิ่งที่ประเทศไทยต้องการสื่อสารไปยังนักลงทุนทั่วโลกคือ “Thailand is ready for transformation and ready for investment” หรือ“ประเทศไทยพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง และพร้อมสำหรับการลงทุน”

ทั้งนี้ ไทยต้องแสดงให้เห็นเรามีทิศทางร่วมกัน Shared Direction มีความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน และมีความสามารถลงมือทำ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเปลี่ยน Global Disruption เป็นโอกาสลงทุนและการเติบโตไทยและอาเซียน

ดังนั้น งานนี้ไม่ต้องการให้จบเพียงการพูดคุย แต่ต้องนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ชัดเจน หลังจบงานต้องตกผลึกเรื่องที่ต้องทำก่อนหลัง ผู้รับผิดชอบ กรอบเวลา และมีผลลัพธ์ที่สามารถวัดได้

อีกเป้าหมายหนึ่งคือการนำแรงส่งจาก Bangkok Business Summit ไปต่อยอดสู่ประชุม IMF-World Bank ในเดือน ต.ต.นี้ และต่อเนื่องไปถึงการเป็นประธานอาเซียนของไทยในปี 2571 ดังนั้นงานนี้ถูกวางเป็นจุดเริ่มต้นการสร้างทิศทางร่วมกันของไทยก่อนจะนำประเด็นสำคัญไปสู่เวทีระดับโลกและระดับภูมิภาค

คิกออฟยกเครื่อง ‘เศรษฐกิจ’ กกร.เปิดเวทีลุยปรับโครงสร้าง-แก้คอร์รัปชัน

  • ปูทางก่อนไทยเป็นประธานอาเซียน

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า อีก 2 ปี ไทยจะเป็นประธานอาเซียน โดยภาคเอกชนไทยต้องการผลักดันให้อาเซียนหลอมรวมเป็นห่วงโซ่อุปทานร่วมกันแท้จริง โดยอาเซียนมีขนาดตลาดใหญ่ประชากร 650 ล้านคน ใหญ่กว่ายุโรปและใหญ่กว่าสหรัฐ 2 เท่า 

รวมทั้งหากไม่นับสิงคโปร์และบรูไนแล้วสมาชิกอาเซียนส่วนใหญ่มีฐานทรัพยากร ทักษะแรงงาน และฐานอัตราภาษีส่งออกไปสหรัฐใกล้เคียงกัน และหากทุกประเทศเชื่อมห่วงโซ่อุปทานการส่งออกสินค้าสู่ตลาดโลกฐานภาษีเดียวกันจะเพิ่มอำนาจต่อรองและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันมหาศาล

นอกจากนี้ กกร.ตั้งเป้าหมายขับเคลื่อนแผนงานต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2569-2570 ไปถึงปีที่ไทยเป็นประธานอาเซียน

  • ล้างคอร์รัปชันหั่น“ดุลพินิจ”รัฐเป็นศูนย์

นายพจน์ ในฐานะประธานคณะทำงาน Zero Corruption ของ กกร.ย้ำว่าการปฏิรูปเศรษฐกิจจะสูญเปล่าหากไม่แก้ปัญหารากเหง้าอย่างการทุจริต

“หากแก้ปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้ ต่อให้จะปฏิรูปเศรษฐกิจกี่ครั้งก็เจ๊งหมด”
ดังนั้นแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจต้องเร่งโครงการ ‘Zero Corruption : กกร.และเพื่อนไม่ทน’ มาตั้งแต่ 1 ต.ค.2568 เป็นเรือธงคู่ขนาน แก้ไขปัญหาดัชนีชี้วัดคอร์รัปชันประเทศที่ตกมาอยู่อันดับ 116 ของโลก

ที่ผ่านมาคณะทำงานเริ่มแก้ปัญหาเชิงลึก เช่น การเปิดเวทีถอดบทเรียนจุดเสี่ยงทุจริตรายอุตสาหกรรมเมื่อวันที่ 5 ส.ค.2569 และการทำงานร่วมคณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนฯ ซึ่งมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อรื้อกฎหมายลำดับรองทั้งกฎกระทรวงและประกาศต่างๆ ให้เสร็จภายใน 2 เดือน

ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญของการแก้กฎหมาย คือ ลดใช้ดุลพินิจเจ้าหน้าที่รัฐให้เป็นศูนย์ เพื่อปิดช่องโหว่เรียกรับสินบน และลบอุปสรรคที่ทำลายความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติ พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐเข้าสู่ระบบดิจิทัลเพื่อให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส

  • หนุนไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD

รวมทั้งวันที่ 1 ต.ค.2569 กกร.พร้อมเชิญผู้แทนองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ร่วมสัมมนา เพื่อสนับสนุนเป้าหมายรัฐบาลที่ต้องการเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571 ซึ่งมาตรฐานความโปร่งใสนี้คือ

ยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ
สำหรับทิศทางทั้งหมดได้รับสัญญาณบวกจากรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่แสดงท่าทีชัดเจนรับฟังข้อเสนอเชิงลึกจากเอกชน และพร้อมบูรณาการเป็นนโยบายที่ปฏิบัติได้จริง ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจและมาตรฐานธรรมาภิบาลไทยสู่ระดับสากล

คิกออฟยกเครื่อง ‘เศรษฐกิจ’ กกร.เปิดเวทีลุยปรับโครงสร้าง-แก้คอร์รัปชัน

  • ถึงเวลายกระดับอุตสาหกรรมไทย

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท.มุ่งสะท้อนเสียงสมาชิกภาคอุตสาหกรรม 16,000 ราย ในจำนวนนี้เป็น SME ถึง 85% ให้นักลงทุนเห็นภาพจริงการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทย โดยสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ช่วงที่ผ่านมาสร้างแรงกดดันภาคอุตสาหกรรมพร้อมกัน 2 ด้าน คือ 

1.ด้านความมั่นคงพลังงานจากการที่ไทยพึ่งนำเข้าพลังงานสูงถึง 60% ของการผลิตในประเทศ 

2.ด้านกติกาการค้าโลกที่เกี่ยวข้องความยั่งยืนที่เข้มงวดมากขึ้น 
ดังนั้น อุตสาหกรรมไทยยุคเปลี่ยนผ่านต้องให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและการปรับตัวรับกระแสโลกเพื่อเป้าหมาย Net Zero ปี 2593

ทั้งนี้ ส.อ.ท.ขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยผ่านยุทธศาสตร์ “5i” เริ่มจากการพัฒนาภาคการผลิตสู่ ‘Intelligent Industry’ ยกระดับกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ ควบคู่ ‘Innovation and Creativity’ เน้นนำนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอด สร้างแบรนด์และทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า

ขณะเดียวกันให้ความสำคัญกับ ‘International Alliance and Network’ สร้างความแข็งแกร่งการค้าและเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศร่วมกับ ‘Industrial Infrastructure Reform’ ผ่านการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานภาคอุตสาหกรรมครบวงจร ทั้ง สาธารณูปโภค, โลจิสติกส์, แรงงานและกฎหมาย โดยดำเนินภายใต้แนวคิด Inclusive Sustainability ที่เน้นการเติบโตยั่งยืน

  • จับตาPDPใหม่ลงทุนโครงสร้างพลังงานสีเขียว

สำหรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่จะสอดคล้องเป้าหมาย Net Zero ปี 2593 ผ่านการเพิ่มสัดส่วนพลังงานไฟฟ้าสีเขียวมากขึ้นจากปัจจุบันที่ 15% เพื่อเอื้อต่อการดึงดูดการลงทุน

นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า การดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามา ไทยอาจต้องการมากกว่าการให้สิทธิประโยชน์ภาษีแต่ต้องเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรม (Industrial Infrastructure Reform) ตามยุทธศาสตร์ “5i” ผ่านการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวในราคาแข่งขันได้

รวมถึงบริหารจัดการน้ำที่ดีเริ่มจากแหล่งน้ำ คุณภาพน้ำ และการรีไซเคิล รวมถึงการรับมือภัยพิบัติ

ทั้งนี้ เมื่อเทียบประเทศในอาเซียนพบว่าไทยอยู่ระดับเหนือกว่าบางมิติ เช่น การมีระบบไฟฟ้าที่เสถียร แทบไม่พบปัญหาไฟดับ ขณะที่การบริหารจัดการน้ำมีความยืดหยุ่นและปรับสถานการณ์ได้เร็ว แม้มีอุทกภัยบางช่วงอีกทั้งมีทรัพยากรมนุษย์ที่ดี และกฎระเบียบที่เอื้อการทำธุรกิจ เช่น โครงการ BOI FastPass