ขสมก. เผยคืบหน้าแผนรับรถเมล์ไฟฟ้า 1,520 คัน มั่นใจล็อตแรก 500 คันพร้อมให้บริการ มี.ค.2570 ระบุการเปลี่ยนผ่านรถโดยสารครั้งนี้ ช่วยรื้อระบบบริหารจัดการใหม่ เซฟงบค่าซ่อม - เชื้อเพลิง 4,100 ล้านบาทต่อปี หนุนองค์กรพ้นฟื้นฟูกิจการ
นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) นำคณะสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตและประกอบยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อติดตามความคืบหน้าการประกอบรถโดยสารประจำทางปรับอากาศพลังงานไฟฟ้า (EV) จำนวน 1,520 คัน วานนี้ (1 ก.ย.) พร้อมระบุว่า จากการติดตามแผนดำเนินงานมั่นใจว่าจะมีการส่งมอบรถโดยสารได้ตามแผนงานกำหนดไว้ แบ่งเป็น
เดือน มี.ค. 2570 รับมอบ 500 คัน
เดือน เม.ย.2570 รับมอบ 500 คัน
เดือน พ.ค.2570 รับมอบ 520 คัน
โดยขณะนี้ชิ้นส่วนประกอบหลักของรถ 40 คันแรกได้มาถึงโรงงานผลิตของบริษัท แอ๊บโซลูท แอสเซมบลี จำกัด (Absolute Assembly Co., Ltd.) (AAB ) อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อเตรียมเข้าสู่กระบวนการผลิตที่มีศักยภาพสูงสุดถึงวันละ 15 คัน โดย ขสมก. ได้กำหนดแผนการผลิตขั้นต่ำไว้ที่ 12 คันต่อวัน ขณะเดียวกันปัจจุบันได้มีการประกอบรถตัวอย่าง (Demo) เสร็จสิ้นแล้ว 2 คัน เพื่อนำมาทดสอบระบบความปลอดภัย ความเหมาะสมของสภาพถนน และให้พนักงานขับรถได้ทดลองสร้างความคุ้นเคยก่อนให้บริการจริง
สำหรับการเปลี่ยนผ่านรถโดยสารเป็น EV ครั้งนี้ ขสมก.มีแผนจะนำมาให้บริการทดแทนรถโดยสารธรรมดา (ครีมแดง) เดิมจำนวน 1,520 คัน เพื่อยกระดับการให้บริการเป็นรถปรับอากาศพลังงานสะอาดทั้งหมดตามนโยบายรัฐบาล โดยระยะแรกจะบรรจุรถในสายการเดินรถเกือบ 50 เส้นทาง จากทั้งหมด 107 เส้นทางที่อยู่ระหว่างการปฏิรูป เน้นพื้นที่เขตเมือง และย่านธุรกิจ (CBD) อย่างสีลม บางรัก คลองเตย และพระราม 4 รวมถึงกลุ่มเส้นทางเชื่อมต่อชานเมือง
นอกจากนี้ ขสมก. ได้จัดทำแผนจัดหารถโดยสาร EV ระยะที่ 2 จำนวน 800 คัน วงเงินประมาณ 8,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันแผนงานดังกล่าวอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร หากได้รับการอนุมัติจะสามารถเริ่มดำเนินการตามขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างได้ทันที คาดการณ์ว่าจะสามารถรับมอบรถและเริ่มนำมาวิ่งให้บริการแก่ประชาชนได้ภายในช่วงปี 2571
นายกิตติกานต์ กล่าวด้วยว่า การจัดหารถเมล์ไฟฟ้าเข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพการลดต้นทุนขององค์กรอย่างมีนัยสำคัญ รถใหม่เข้ามาทดแทนรถรุ่นเก่าได้เกือบทั้งหมด จะส่งผลให้ ขสมก.สามารถประหยัดต้นทุนไปได้ 4,100 ล้านบาทต่อปี จากปัจจุบันค่าเหมาซ่อมบำรุงที่เคยสูงถึงปีละกว่า 2,000 ล้านบาท และต้นทุนค่าเชื้อเพลิงน้ำมันดีเซลปีละ 1,800 – 2,000 ล้านบาท
โดยเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าประมาณ 60% จากเดิมที่เป็นค่าน้ำมันดีเซลปีละ 1,800 – 2,000 ล้านบาท เมื่อเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าจะเหลือค่าใช้จ่ายเพียง 35-40% หรือประมาณ 800 ล้านบาทต่อปี เมื่อรวมกับการปรับลดบุคลากรในอนาคตจากการใช้ระบบจัดการการเดินรถที่ทันสมัย ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้อีก 900 ล้านบาท ทำให้คาดว่า ขสมก. จะสามารถประหยัดต้นทุนการดำเนินงานได้รวมกว่า 4,100 ล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ในด้านมาตรฐานความปลอดภัย รถรุ่นใหม่ได้รับการออกแบบให้ต่างจากรถเมล์เดิมด้วยโครงสร้างที่มีน้ำหนักเบาและแข็งแรงกว่า มีการติดตั้งกล้อง CCTV และระบบ GPS tracking เพื่อติดตามรถ พร้อมจุดเด่นด้านทางหนีไฟที่มีถึง 3 จุด คือ ด้านบนหลังคา ด้านหน้า/หลัง และด้านขวาของตัวรถ เพื่อความปลอดภัยกรณีรถพลิกคว่ำ ส่วนแบตเตอรี่ได้ย้ายขึ้นไปติดตั้งบนหลังคารถทั้งหมดเพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมและสภาพอากาศร้อน
ขณะที่การเตรียมความพร้อมของจุดชาร์จไฟฟ้า ขสมก. กำลังเร่งพัฒนาอู่จอดและสถานีชาร์จ 12 แห่ง โดยจะนำร่องพัฒนา 3 อู่แรก ได้แก่ อู่เชียงราก อู่เคหะสมุทรปราการ และสถานีคลองบางไผ่ ซึ่งทุกอู่จะติดตั้งสถานีชาร์จที่ใช้เวลาชาร์จ 3 ชั่วโมงต่อคัน เน้นชาร์จในช่วงเวลา 22.00 - 04.00 น. เพื่อความปลอดภัยและถนอมแบตเตอรี่ โดยการชาร์จ 1 ครั้งจะสามารถวิ่งได้ระยะทางไม่น้อยกว่า 200 กิโลเมตร ซึ่งครอบคลุมการใช้งานในสภาพการจราจรติดขัด





