วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

‘บีโอไอ’ ชูเครื่องยนต์ใหม่ ‘เอไอ-เซมิคอนดักเตอร์’ หนุนเป้าหมายไทยสู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปี

“บีโอไอ” ดันเอไอและเซมิคอนดักเตอร์เป็นหัวหอกขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญ รับคลื่นการลงทุนระลอกใหม่ ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์ พัฒนาคน-ยกระดับ Supply Chain-ลดอุปสรรคธุรกิจ ตั้งเป้าไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตระดับภูมิภาค GDP โตเกิน 3% ต่อปี สู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยในงาน “Thailand Focus 2026: Reignite Thailand” ว่า ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2569 ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักสำหรับนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการเข้ามาลงทุน

ทั้งนี้ ความสำเร็จดังกล่าวส่วนหนึ่งมีที่มาจากปัจจัยภายนอก ได้แก่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่นำมาสู่การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ทำให้นักลงทุนมองไทยว่าเป็นแหล่งลงทุนที่มีความมั่นคงเชื่อถือได้ มีความยืดหยุ่น และมีความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ 

อีกด้านหนึ่ง การเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ผลักดันให้ดีมานด์โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและชิ้นส่วนพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) ที่กระตุ้นให้เกิดการลงทุนเพิ่มขึ้นทั่วโลก ในอุตสาหกรรมชีวภาพ พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีสีเขียวอื่น ๆ ก็ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงภาพรวมอุตสาหกรรมเช่นกัน

ในทางกลับกัน ปัจจัยภายในประเทศที่มีส่วนในความสำเร็จนี้ ได้แก่ ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าที่มีความเสถียรและมีศักยภาพสูง, พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมระดับมาตรฐานสากลกว่า 80 แห่งทั่วประเทศ, ห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนบุคลากรไทยที่มีคุณภาพสูงและพร้อมสำหรับการยกระดับทักษะ 

 

คลื่นลงทุนระลอกใหม่ สู่อุตสาหกรรมอนาคต

นายนฤตม์ กล่าวด้วยว่า ก้าวต่อไปของอุตสาหกรรมไทย กลุ่มที่จะเป็นหัวหอกและเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของการลงทุนในอีก 2 ปีข้างหน้า คือ อุตสาหกรรมในห่วงโซ่อุปทานเอไอ (AI Supply Chain) เช่น เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็วจากดีมานด์ที่เพิ่มขึ้นของ AI, ยานยนต์อัจฉริยะ (Smart Vehicle) 

โดยในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยมีเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ครอบคลุมเทคโนโลยีขั้นสูงหลากหลายประเภท เช่น Photonics, Optical Transceiver, Advanced PCB, ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์, AI Server รวมถึงระบบสนับสนุนสำคัญ เช่น Cooling System, แหล่งจ่ายไฟ, และอุปกรณ์เครือข่าย 

ในการนี้ เพื่อเป็นการเร่งอัตราการเติบโต ต้นเดือน ก.ย.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ หรือ บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อเตรียมเสนอ “ยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง” ซึ่งจะช่วยเร่งการพัฒนาและยกระดับระบบนิเวศอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทยให้เติบโตอย่างเป็นรูปธรรม

กาง 3 เสายุทธศาสตร์ ยกระดับความสามารถการแข่งขัน 

นอกจากนี้ ภายใต้การแข่งขันที่รุนแรงในการดึงดูดการลงทุนมูลค่าสูง บีโอไอได้วางยุทธศาสตร์โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 เสาหลักสำคัญเพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน ได้แก่

  1. กลยุทธ์ดึงดูดแรงงานคุณภาพสูง (People): สร้างเสริมทักษะแรงงานเตรียมความพร้อมสำหรับอุตสาหกรรมอนาคต ตลอดจนการดึงดูดผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเข้ามาทำงานในประเทศ

กาง 3 เสายุทธศาสตร์ ยกระดับความสามารถการแข่งขัน 

นอกจากนี้ ภายใต้การแข่งขันที่รุนแรงในการดึงดูดการลงทุนมูลค่าสูง บีโอไอได้วางยุทธศาสตร์โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 เสาหลักสำคัญเพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน ได้แก่

  1. กลยุทธ์ดึงดูดแรงงานคุณภาพสูง (People): สร้างเสริมทักษะแรงงานเตรียมความพร้อมสำหรับอุตสาหกรรมอนาคต ตลอดจนการดึงดูดผู้เชี่ยวชาญระดับโลกเข้ามาทำงานในประเทศ
     
  2. การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Development): ยกระดับห่วงโซ่อุปทานเดิม เช่น ยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ และการสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่เพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง, แบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และฮิวแมนนอยด์ 
     
  3. ความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ (Ease of Doing Business): เดินหน้าโครงการ "Thailand Fast Pass" ทำหน้าที่เป็นกลไกเชิงรุก ช่วยลดอุปสรรคและสนับสนุนให้นักลงทุนสามารถเริ่มต้นดำเนินธุรกิจได้เร็วและง่ายขึ้น


โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีคือ “ทรัพยากรมนุษย์” โดยบีโอไอจะเลือกใช้กลยุทธ์แบบ "Build & Buy" ควบคู่กันไป สำหรับกลยุทธ์ “Buy” บีโอไอจะเน้นดึงดูดบุคลากรทักษะสูงทั่วโลกผ่านวีซ่าประเภทต่าง ๆ ได้แก่ BOI Visa สำหรับผู้เชี่ยวชาญในโครงการที่ได้รับการส่งเสริม, Smart Visa เพื่อดึงดูดกลุ่มสตาร์ทอัพ และ Long-Term Resident (LTR) Visa เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้เชี่ยวชาญทักษะสูงและประชากรโลกที่มีความมั่งคั่งให้เข้ามาพำนักและทำงานในไทยในระยะยาว

ส่วน “Build” จะเน้นการสร้างทักษะในประเทศเป็นหลัก โดยปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยไทย 8 แห่งที่เปิดสอนหลักสูตรวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์แล้ว เช่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ขณะเดียวกันยังได้ร่วมมือกับบริษัทระดับโลกอย่าง Airbus เพื่อพัฒนาหลักสูตรวิศวกรรมการ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และ สจล. เพื่อปูพรมสร้างฐานบุคลากรคุณภาพสูงในอนาคต

ดันไทยเป็น ‘ศูนย์กลางภูมิภาค’ พ้นรายได้ปานกลางใน 12 ปี

นายนฤตม์ กล่าวต่อไปว่า ประเทศไทยมีศักยภาพที่สูงเกินกว่าจะเป็นเพียงฐานการผลิตทั่วไปในระยะยาว แต่ต้องก้าวขึ้นเป็น “ศูนย์กลางระดับภูมิภาค” (Regional Hub) สำหรับเทคโนโลยีขั้นสูงและบริการมูลค่าสูง โดยเป้าหมายหลักในระดับมหภาคของรัฐบาลและบีโอไอ ประกอบด้วย 

  • ผลักดันอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีให้ได้ 3% ขึ้นไปในแต่ละปี 
     
  • นำพาประเทศไทยก้าวสู่ 20 อันดับแรกของประเทศที่มีขีดความสามารถการแข่งขันสูงสุดของโลกภายในปี 2573 
     
  • ขับเคลื่อนประเทศให้เป็น "ประเทศที่มีรายได้สูง" (High-income country) ภายใน 12 ปี โดยใช้กลไกส่งเสริมการลงทุนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน

“เป้าหมายแห่งความสำเร็จที่แท้จริง คือการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่บริษัทระดับโลก ผู้ประกอบการไทย และคนไทย สามารถทำงานร่วมกันเพื่อแบ่งปันผลประโยชน์ทางธุรกิจ พัฒนานวัตกรรม และเติบโตไปด้วยกันในประเทศอย่างยั่งยืน” นายนฤตม์ กล่าว