“เอกนิติ” นำเอกชนไทย 9 กลุ่มบริษัท หารือภาครัฐ - เอกชน นิวซีแลนด์ ในงาน Business Meeting ยกระดับความร่วมมือสองประเทศ มุ่งเป้าเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ พลังงานสะอาด รวมทั้งอุตสาหกรรมไฮเทค หวังต่อยอดความร่วมมือระยะยาว
KEY POINTS
- นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ นำคณะนักธุรกิจไทย 9 บริษัทร่วมเจรจาจับคู่ธุรกิจกับนิวซีแลนด์ เพื่อแสวงหาโอกาสการลงทุนใหม่ๆ
- การหารือมุ่งเน้นความร่วมมือใน 3 สาขาหลักที่มีศักยภาพร่วมกัน ได้แก่ เกษตรอัจฉริยะ พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีขั้นสูง
- เกิดการจับคู่ธุรกิจที่เป็นรูปธรรมแล้วในกลุ่มพลังงานสะอาด เช่น บ. บี.กริม และ ปตท. ขณะที่นิวซีแลนด์พร้อมอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนไทยผ่านระบบ Fast Track
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลังเปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 21 ส.ค.ได้เป็นประธานร่วมกับนาย Hon. Todd McClay รัฐมนตรีการค้านิวซีแลนด์ และผู้บริหารหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนในนิวซีแลนด์หรือ Invest New Zealand จัดงานBusiness Meeting ณ นครโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ โดยมีนักธุรกิจไทย และตัวแทนภาครัฐจากทั้งไทย และนิวซีแลนด์เข้าร่วมงานประมาณ 50 คน แบ่งเป็นทางฝ่ายไทย 20 คน และนิวซีแลนด์ 30 คน
นายเอกนิติกล่าวว่าจากการหารือกับนักธุรกิจไทยที่เดินทางร่วมคณะกับรัฐบาลในครั้งนี้ได้มองเห็นโอกาสและความร่วมมือระหว่างสองประเทศในหลายด้าน เช่น
การยกระดับภาคเกษตรสู่เกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) ในประเทศไทยโดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านภาคเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมไปสู่เกษตรอัจฉริยะ โดยจะให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรมากขึ้น ขณะเดียวกัน นักลงทุนจากนิวซีแลนด์ได้แสดงความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในด้านเทคโนโลยีการเกษตรและเกษตรอัจฉริยะในไทย ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่ทั้งสองประเทศจะร่วมมือกันได้
ทั้งนี้ในอนาคตทิศทางการพัฒนาภาคเกษตรของไทยต้องเน้นการวิจัยและพัฒนา เพื่อไปสู่ Smart Agriculture เช่น กรณีของกลุ่ม CP ผ่านบริษัท CPF ที่เข้าไปดำเนินการวิจัยด้านโปรตีนจากไก่ในนิวซีแลนด์ ซึ่งถือเป็นการต่อยอดจากการส่งออกไก่แบบเดิมไปสู่การสกัดโปรตีนจากกระดูกไก่ ทำให้เห็นทิศทางที่ไทยต้องพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรม Smart Agriculture ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นได้
นอกจากนี้ทั้งสองประเทศได้หารือเรื่องความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดและการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งทั้งสองประเทศมีเป้าหมายร่วมกันในเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) เนื่องจากที่ผ่านมานิวซีแลนด์ประสบปัญหาไม่มีโรงกลั่นน้ำมัน และต้องเผชิญกับราคาน้ำมันนำเข้าที่สูง มากในช่วงที่เกิดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง นิวซีแลนด์จึงต้องการเน้นการลงทุนไปที่พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) โดยมีเป้าหมายในการใช้พลังงานสะอาดให้ได้ถึง 50% ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของไทย ซึ่งเรากำลังเปลี่ยนผ่านทางพลังงานเช่นกัน
“รัฐมนตรีด้านการลงทุนของนิวซีแลนด์ได้แสดงความมุ่งมั่นร่วมกันในเรื่องการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เนื่องจากนิวซีแลนด์ไม่มีทรัพยากรน้ำมันของตนเองและได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันนำเข้าที่สูงเช่นเดียวกับไทย ทำให้ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับพลังงานหมุนเวียนเป็นแนวทางหลัก“ นายเอกนิติ กล่าว
ทั้งนี้จากการการหารือภาคเอกชนของไทยเริ่มมีการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) แล้ว เช่นบริษัท บี.กริม (B.Grimm), บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งจะจับมือกับพันธมิตรธุรกิจในนิวซีแลนด์ เพื่อเดินหน้าโครงการพลังงานสะอาดร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับนักธุรกิจไทยที่ ต้องการที่จะลงทุนในนิวซีแลนด์หน่วยงานที่ชื่อว่า New Zealand Investment ได้เสนอสิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดนักลงทุนไทยอย่างเต็มที่ รวมทั้งมีการนำระบบ Fast Track มาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกและลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับระบบ "BOI Fast" ของประเทศไทย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนข้ามชาติได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
“การหารือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายพื้นที่ความร่วมมือใหม่ๆ ที่นอกเหนือจากการค้าแบบดั้งเดิม โดยอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นตัวนำเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของทั้งไทยและนิวซีแลนด์ในอนาคต” นายเอกนิติ กล่าว
ด้านนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่าภายในงานภายในงานมีกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Networking) เชื่อมผู้นำภาคเอกชนไทยและนิวซีแลนด์ พร้อมแลกเปลี่ยนนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ทั้งอาหาร พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีขั้นสูง
ทั้งนี้ รองนายกฯ เอกนิติ ได้เน้นย้ำว่าไทยและนิวซีแลนด์มีรากฐานความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง ผ่านกรอบความตกลงการค้าเสรีถึง 3 ฉบับ ได้แก่ ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้นไทย-นิวซีแลนด์ (TNZCEP) ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (AANZFTA) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งพร้อมต่อยอดให้เกิดการค้าการลงทุนจริงที่จับต้องได้มากขึ้นในทั้งสองทาง คือ ทั้งการรับนักลงทุนที่มีเทคโนโลยีจากนิวซีแลนด์เข้าไปลงทุนในประเทศไทย และการนำผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพมาหาโอกาสขยายกิจการในนิวซีแลนด์โดยระบุ 3 สาขาที่ศักยภาพของทั้งสองประเทศเกื้อกูลกัน
ได้แก่ ด้านอาหารและชีวภาพ ผสานจุดแข็งด้านเทคโนโลยีการเกษตรของนิวซีแลนด์เข้ากับฐานการผลิตอาหารของไทย ด้านพลังงาน เปิดทางความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด ระบบกักเก็บพลังงาน และเทคโนโลยีโครงข่ายไฟฟ้า รองรับความต้องการพลังงานสะอาดของภาคอุตสาหกรรมในไทยที่ขยายตัวต่อเนื่อง และด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมขั้นสูง เชื่อมโยงบริษัทนวัตกรรมของนิวซีแลนด์เข้ากับฐานอุตสาหกรรมไทย
นอกจากนี้ รองนายกฯ เอกนิติ ยังให้ความมั่นใจกับนักลงทุนนิวซีแลนด์และคณะผู้นำนักลงทุนไทยว่า รัฐบาลกำลังเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมการทำธุรกิจ ผ่านมาตรการ Thailand FastPass ที่ช่วยให้การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์เดินหน้าได้รวดเร็วขึ้น พร้อมยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน พลังงานและทักษะแรงงานให้สอดรับความต้องการของนักลงทุน และเชิญชวนให้นักลงทุนนิวซีแลนด์มองไทยเป็นฐานการผลิตและบริการที่เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานทั่วอาเซียน ครอบคลุมตลาดผู้บริโภคเกือบ 700 ล้านคน ตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางการค้าการลงทุนของภูมิภาค
ในงานนี้มีนักธุรกิจไทยเข้าร่วม 9 บริษัท ประกอบด้วย นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน), นายธนรัตน์ชัยสิริ Executive Director บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน), นายสุภรัฐ จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านพัฒนาธุรกิจองค์กรกลุ่มเซ็นทรัล (Central Group), นายเอกปิยะ เอื้อวุฒิเกริก กรรมการผู้จัดการ ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ และนายเลสเตอร์ (หมิง เหลียง) คู ผู้อำนวยการสำนักองค์กรสัมพันธ์ต่างประเทศ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)
นาย Craig Hooley Chief Operating Officer of Minor Hotels Australasia.บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ Minor Group, นายไวธยางค์ กุลละวณิชย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่การค้าระหว่างประเทศกลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมขั้นต้นและกิจการต่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
นางอัญชลี ชวนะลิขิกร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น จำกัด และนายชิน พึ่งทรัพย์ชัยกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น, ดร.ประศาสน์ ตั้งมติธรรม กรรมการบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) และนายโสภณ ราชรักษา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ในเครือกลุ่มไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น (TCC)
ขณะที่ฝ่ายนิวซีแลนด์นำโดย Mr. Robert Wall ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Invest New Zealand พร้อมผู้บริหารจาก New Zealand Trade and Enterprise (NZTE) กระทรวงการต่างประเทศและการค้านิวซีแลนด์ (MFAT) กระทรวงอุตสาหกรรมปฐมภูมิ (MPI) และสำนักนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ (DPMC) สะท้อนว่าฝ่ายนิวซีแลนด์ให้ความสำคัญกับนักลงทุนไทยอย่างมาก
"ความสำเร็จของการจัดกิจกรรมดึงดูดการลงทุนและนำทัพนักลงทุนไทยเยือนนิวซีแลนด์ในครั้งนี้ไม่ได้วัดที่ตัวเลขการลงทุนแต่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การยกระดับความสัมพันธ์สู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ และการหาจุดแข็งที่ทั้งสองประเทศสามารถร่วมมือและพัฒนาร่วมกันได้ นิวซีแลนด์มีบริษัทระดับโลกที่เชี่ยวชาญเฉพาะทางสูง ตั้งแต่เกษตรมูลค่าสูง อุตสาหกรรมชีวภาพ จนถึงการท่องเที่ยว บีโอไอมองเห็นโอกาสที่จะจับคู่จุดแข็งเหล่านี้กับศักยภาพของไทย เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ในระยะยาว" นายนฤตม์ กล่าว





