“อัทธ์ พิศาลวานิช” ประเมิน Operation Economic Outcast ของสหรัฐ ยกระดับแรงกดดันอิหร่าน หากกระทบการส่งออกน้ำมัน และการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อาจดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์เกิน 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จับตากระทบไทยเสี่ยงขาดดุลการค้า-เงินเฟ้อพุ่ง ต้นทุนเพิ่ม 1-8%
รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผย ว่า การที่รัฐบาลสหรัฐ เปิดปฏิบัติการขับไล่อิหร่านออกจากระบบเศรษฐกิจ “Operation Economic Outcast” เมื่อวันที่ 24 ส.ค.69 โดยมีเป้าหมายตัดช่องทางรายได้ เครือข่ายทางการเงิน และความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่สนับสนุนรัฐบาลอิหร่าน และกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC
มาตรการดังกล่าวครอบคลุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ 5 สาขา ได้แก่ สินทรัพย์ดิจิทัล เทคโนโลยีทองคำ การบิน และการเดินเรือ พร้อมขยายผลไปยังบุคคล บริษัท ธนาคาร เรือ และเครือข่ายในประเทศที่สาม ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจกับอิหร่าน การจัดหาเงินทุน เทคโนโลยี การขนส่งน้ำมัน การฟอกเงิน และการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร
มาตรการดังกล่าวอาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจอิหร่านอย่างรุนแรง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่การล่มสลายทางเศรษฐกิจหรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยอัตโนมัติ เนื่องจากสหรัฐ ใช้มาตรการคว่ำบาตรอิหร่านมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2522 และอิหร่านยังสามารถประคับประคองประเทศ และรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลไว้ได้ แม้เผชิญเงินเฟ้อ ค่าเงินอ่อนตัว และรายได้จากน้ำมันลดลง
ทั้งนี้ เศรษฐกิจอิหร่านในปี 2569 อยู่ในภาวะเปราะบาง โดย IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจจะหดตัว 5.4% จากที่หดตัว 2.7% ในปี 2568 ขณะที่เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเป็น 87.9% และค่าเงินเรียลอ่อนค่าจาก 42,173 เรียลต่อดอลลาร์ในปี 2563 มาอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านเรียลต่อดอลลาร์ในปี 2569
ดร.อัทธ์ กล่าวว่า ผลของ Operation Economic Outcast ต่อราคาน้ำมันโลกจะขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ประสิทธิผลของสหรัฐ ในการสกัดกั้นการซื้อน้ำมันอิหร่านของจีน และระดับการจำกัดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซหากจีนยังคงนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านผ่านช่องทางเดิม หรือมีเครือข่ายหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร
ผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันในตลาดโลกจะอยู่ในระดับจำกัด แต่หากมาตรการทำให้จีน และประเทศคู่ค้าลดการซื้อน้ำมันอิหร่านลงอย่างมีนัยสำคัญ และอิหร่านตอบโต้ด้วยการจำกัดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ตลาดน้ำมันโลกจะตึงตัว และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น
สำหรับฉากทัศน์ราคาน้ำมัน หากผลกระทบจำกัด และจีนยังซื้อน้ำมันอิหร่านตามปกติ ราคาน้ำมันโลกจะอยู่ที่ประมาณ 85-95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่หากจีนลดการซื้อ และการเดินเรือผ่านฮอร์มุซลดลง ราคามีโอกาสอยู่ที่ 100-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่กรณีวิกฤติรุนแรง หากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซทั้งหมด ราคาน้ำมันมีโอกาสสูงกว่า 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ดร.อัทธ์ กล่าวว่า หากราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มจากประมาณ 70 ดอลลาร์ เป็น 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้น 57.1% และทรงตัวในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี 2569 จะส่งผลกระทบต่อไทยผ่าน 3 ช่องทางสำคัญ ได้แก่ ดุลการค้า เงินเฟ้อ และต้นทุนการผลิต รวมถึงกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาส 4
โดยไทยนำเข้าพลังงานปีละประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท คิดเป็น 7% ของ GDP หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 95-110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และทรงตัวตลอดช่วง 4 เดือนที่เหลือ จะทำให้มูลค่าการนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้นประมาณ 122,000 ล้านบาท ส่งผลให้การขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้น 31% จากปี 2568 ซึ่งไทยขาดดุลการค้า 11,847 ล้านดอลลาร์
ขณะเดียวกัน เงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 มีโอกาสเพิ่มขึ้นอีก 0.4-1% มาอยู่ที่ประมาณ 3.2-3.8% จากผลของราคาน้ำมันขายปลีก ค่าไฟฟ้า ค่าโดยสาร และราคาสินค้าอื่นๆ เพิ่มขึ้น สูงกว่าประมาณการเงินเฟ้อทั่วไปของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 2.8%
ส่วนต้นทุนรวมของธุรกิจไทยมีโอกาสเพิ่มขึ้นประมาณ 1-8% โดยภาคประมง และขนส่งได้รับผลกระทบมากที่สุด มีต้นทุนเพิ่มราว 5-8% ขณะที่ธุรกิจอื่นๆ มีต้นทุนเพิ่มประมาณ 1-3% และอาจส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้า และบริการประมาณ 0.2-1.6%
“ความรุนแรงของผลกระทบต่อไทยจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง การหยุดชะงักของการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ การระบายน้ำมันสำรอง การเพิ่มกำลังการผลิตของประเทศผู้ผลิตรายอื่น รวมถึงทิศทางการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก” รศ.ดร.อัทธ์ กล่าว
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





