สุริยะ ลงพื้นที่สงขลา ชูนโยบาย “สวนยางอารยเกษตร” สหกรณ์คลองช้างต้นแบบเข้มแข็ง ปลูกพืชแซมเพิ่มรายได้เกษตรกร พร้อมเผย กยท. ลุยพร้อมรับเกณฑ์ EUDR ปลายปี 69 เกือบ 100% เชื่อดันราคายางไทยพุ่งกระฉูดในตลาดโลก
KEY POINTS
- นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯ ลงพื้นที่ จ.สงขลา ผลักดันนโยบาย "สวนยางอารยเกษตร" ที่ผสานเทคโนโลยีกับภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร
- ส่งเสริมการปลูกพืชแซมในสวนยาง เช่น สับปะรด เพื่อสร้างรายได้เสริมที่ยั่งยืน โดยมีสหกรณ์กองทุนสวนยางคลองช้างเป็นต้นแบบ
- การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เตรียมความพร้อมรับมาตรฐาน EUDR ของสหภาพยุโรปแล้วกว่า 98% เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้าและผลักดันราคายางในตลาดโลก
“สุริยะ” ลงพื้นที่ติดตามงานยางพารา ณ สหกรณ์กองทุนสวนยาง คลองช้าง จ.สงขลา ชูนโยบายสวนยางอารยเกษตรและปลูกพืชแซมสร้างรายได้ยั่งยืน พร้อมเผย กยท. เตรียมความพร้อมรับเกณฑ์ EUDR ปลายปี 2569 ทะลุ 98% เชื่อดันราคายางไทยพุ่งและเพิ่มขีดความสามารถการค้าโลก
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในการลงพื้นที่ติดตามการขับเคลื่อนการดำเนินงาน พร้อมนโยบายการขับเคลื่อนด้านยางพารา ณ สหกรณ์กองทุนสวนยาง คลองช้าง จำกัด อ.ควนเนียง จ.สงขลา ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้ขับเคลื่อนนโยบายเกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรไทย ผ่านแนวคิดการสวนยางแบบอารยเกษตร ที่เป็นการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคโนโลยีและงานวิจัยเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกรชาวสวนยางภายในประเทศที่มีกว่า 1.5 ล้านคน และยกระดับอุตสาหกรรมยางพาราของประเทศไทยที่มีมูลค่ากว่า 200,000 ล้านบาท
สำหรับยางสดไม่แปรรูป และหากมีการนำไปแปรรูปยังสร้างมูลค่าให้สูงถึงกว่า 700,000 ล้านบาท โดยสหกรณ์กองทุนสวนยาง คลองช้าง จำกัด นับเป็นต้นแบบสหกรณ์สวนยางที่มีความเข้มแข็ง สามารถสร้างรายได้เสริม นอกเหนือจากการกรีดยางพาราในช่วงที่ต้นยางยังไม่เติบโตเต็มที่ ด้วยการปลูกพืชแซมในสวนยาง อาทิ สับปะรดและพืชอื่น ๆ ช่วยให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง
นอกจากนี้ กยท. มีความพร้อมที่จะเดินหน้าส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรที่มีอยู่กว่า 1,000 กลุ่มทั่วประเทศ ผ่านกลไกกองทุนอุดหนุนสวนยางเข้าไปช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ทั้งในเรื่องของการฝึกอบรม การสนับสนุนโรงอบควันยาง ตลอดจนการบริหารจัดการด้านการตลาดเพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืน
ส่วนความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมรองรับมาตรฐานว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป หรือ EUDR ของสหภาพยุโรปที่จะเริ่มบังคับใช้ในช่วงปลายปีนี้ (30 ธันวาคม 2569) สำหรับผู้ประกอบการรายกลางและรายใหญ่ และในช่วงกลางปีหน้าสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย นั้น ทาง กยท. ได้รายงานให้ทราบว่า ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความพร้อมแล้วถึงร้อยละ 98 ซึ่งความพร้อมในการยกระดับมาตรฐานสากลในครั้งนี้ จะช่วยผลักดัน สร้างความได้เปรียบทางการค้า และยกระดับราคายางพาราของประเทศไทยให้สูงยิ่งขึ้นอย่างยั่งยืน
การขับเคลื่อนนโยบายสวนยางอารยเกษตรควบคู่กับการเตรียมความพร้อมรับมาตรฐาน EUDR ของสหภาพยุโรป ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมยางพาราไทย การนำโมเดลสหกรณ์คลองช้างมาเป็นต้นแบบในการปลูกพืชแซมและสร้างรายได้เสริม ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงด้านราคาให้เกษตรกรฐานราก เท่านั้น แต่ความพร้อมด้านมาตรฐานสากลที่สูงถึง 98% จะเป็นไพ่เหนือกว่าในการดันราคายางไทยให้เติบโตได้อย่างมั่นคงบนเวทีโลก





