วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

“ศุภจี” โชว์ผลงาน 90 วัน ลดค่าครองชีพ 818 ล้าน ดันส่งออกโต 17.6% ลุยต่อ 7 ภารกิจสำคัญ

“ศุภจี” แถลงผลงาน 90 วัน โชว์ดันส่งออกโต 17.6% เดินหน้า 5 นโยบายหลัก ทั้งลดค่าครองชีพ ยกระดับ SMEs และใช้ AI ปราบนอมินี เผยพอใจดูแลสินค้าเกษตรช่วยรากหญ้ามากสุด ปัดให้คะแนนตัวเอง ขอประชาชนตัดสิน พร้อมลุยต่อ 7 ภารกิจสำคัญ เร่งเจรจา FTA ดันส่งออกโต 2 หลัก

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  เปิดเผยผลการดำเนินงาน 90 วัน ว่า การดำเนินงานที่ผ่านมาอยู่ภายใต้ 5 นโยบายหลัก ประกอบด้วยการดูแลค่าครองชีพ รักษาเสถียรถาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร สร้างความเข้มแข็งให้ SME สร้างสมดุลการส่งออก และการยกระดับเทคโนโลยีการให้บริการและปลดล็อกระเบียบเพื่อรับมือความท้าทายทางเศรษฐกิจทั้งด้านต้นทุนพลังงาน ราคาวัตถุดิบ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับต่ำ และการแข่งขันในตลาดโลก โดยวางแนวทางแก้ปัญหาระยะสั้นควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะกลางและยาว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทย

สำหรับผลงานเด่นในช่วง 90 วัน กระทรวงพาณิชย์ ด้านการดูแลค่าครองชีพ สามารถดำเนินมาตรการ ลดค่าครองชีพประชาชนรวมกว่า 818 ล้านบาท และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและการค้ากว่า 2,900 ล้านบาท ผ่านมาตรการลดราคาสินค้าในระดับอำเภอกว่า 800 แห่ง การดูแลพื้นที่ห่างไกลผ่านรถพุ่มพวง รวมถึงความร่วมมือกับห้างค้าปลีก ซัพพลายเออร์ และแฟรนไชส์ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้ประชาชนและ SMEs

ด้านการรักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรกระทรวงฯ ปรับแนวทางจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำถึงปลายน้ำ โดยใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด หรือ Demand Driven รวมถึงนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน พัฒนาระบบห้องเย็นและการขนส่ง พร้อมสกัดกั้นการนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย

ผลจากมาตรการดังกล่าว ราคาปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้น 45% ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม 0.41 ล้านครัวเรือน ขณะที่ราคามันสำปะหลังเพิ่มขึ้นสูงสุด 79% ครอบคลุมเกษตรกร 0.639 ล้านครัวเรือน ส่วนราคายางพาราปรับเพิ่มขึ้น 30% ขณะที่ราคาข้าวไทยทั้งข้าวหอมมะลิ ข้าวขาว และข้าวเหนียวปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน

ส่วนทุเรียนไทย แม้ผลผลิตเพิ่มขึ้น แต่สามารถรักษาเสถียรภาพราคาไว้ได้ โดยช่วงวันที่ 1 ม.ค.-18 ส.ค. 2569 ไทยส่งออกทุเรียนสดแล้ว 1.167 ล้านตัน มูลค่า 133,758.84 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.07% ในช่วง 6 เดือนแรก ขณะที่มาตรการดูแลมะพร้าวน้ำหอมช่วยดันราคาจากเดิม 3-5 บาทต่อลูก เป็น 10-11.50 บาทต่อลูก และช่วยเหลือเกษตรกร 4.63 ล้านครัวเรือน

ด้านการสร้างความเข้มแข็งให้ SME  กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งตลอดเส้นทางธุรกิจ ตั้งแต่เริ่มต้นกิจการจนถึงการขยายสู่ตลาดภูมิภาค โดยปัจจุบัน SMEs มีประมาณ 3.28 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของธุรกิจทั้งหมด และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจคิดเป็น 34.8% ของ GDP จึงจัดทำกลไกสนับสนุน SMEs Journey และคณะทำงานด้านเศรษฐกิจชุมชนและ SMEs เพื่อเชื่อมโยงการพัฒนาผู้ประกอบการกับตลาดและแหล่งทุน

สำหรับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สามารถสร้างมูลค่าการค้ารวมกว่า 15,382.48 ล้านบาท ขณะที่โครงการ Upskill & Reskill ในธุรกิจแฟรนไชส์สร้างมูลค่าการค้ากว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี ส่วนการยื่นคำขอจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในช่วง 7 เดือนแรกปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็น 45,916 คำขอ หรือเพิ่มขึ้น 7.48% พร้อมปรับปรุงกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและพัฒนาระบบ Fast Track เพื่ออำนวยความสะดวกผู้ประกอบการ

นางศุภจี กล่าวว่า ส่วนการการสร้างสมดุลการส่งออกซึ่งถือเป็นอีกเครื่องยนต์สำคัญในการพยุงเศรษฐกิจ โดยช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกมีมูลค่า 196,741.8 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 17.6% ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายให้การส่งออกทั้งปี 2569 ขยายตัวในระดับ 2 หลัก พร้อมเดินหน้าเจรจาการค้าเพื่อรักษาตลาดเดิมและเปิดตลาดใหม่ โดยเฉพาะการเร่งเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป (EU) และความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐฯ หรือ ART

นอกจากนี้ กิจกรรมส่งเสริมการค้าต่างประเทศสร้างมูลค่ารวมกว่า 145,393.61 ล้านบาท จากงานแสดงสินค้าและเวทีเจรจาการค้าระดับโลก การทำ Online Business Matching การจัด Trade Mission และการรุกตลาดต่างประเทศ รวมถึงการใช้ Soft Power แบรนด์และนวัตกรรมไทยเป็นเครื่องมือขยายตลาด

อีกภารกิจสำคัญคือการ ป้องกันและปราบปรามนอมินี เพื่อสร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรมและคุ้มครองผู้ซื้อ ผู้ขาย ผู้ประกอบการไทย และเกษตรกร โดยกระทรวงฯ ระบุว่าปัญหากลุ่มเสี่ยงนอมินีลดลงถึง 75% พร้อมบูรณาการการทำงานระหว่างภาครัฐและเอกชนผ่านเครือข่าย 23 หน่วยงาน และลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึกใน 46 พื้นที่ 13 จังหวัด

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าปรับกระบวนการทำงานสู่ “MOC Plus” ด้วย AI เพื่อยกระดับบริการประชาชนและผู้ประกอบการ โดยนำ AI Chatbot มาใช้ตอบคำถามประชาชนแบบทันที ใช้ AI ช่วยตรวจพิจารณาคำขอจดทะเบียนนิติบุคคล และพัฒนา Trademark AI Assistant เพื่อลดปัญหาคำถามซ้ำ รวมถึงเชื่อมโยงข้อมูลนำเข้า-ส่งออกและใช้ AI ลดระยะเวลาพิจารณาคำขอมาตรการทางการค้า

“พอใจผลงานที่พอใจมากที่สุดคือ   “เกษตร” เพราะเห็นผลที่เกิดขึ้นจริง และเป็นเรื่องที่กระทรวงลงรายละเอียดและดำเนินการจำนวนมาก แม้จะถูกวิจารณ์ แต่จะยังเดินหน้าต่อ เนื่องจากมองว่าการลงมือแก้ปัญหาให้ราคาและรายได้เกษตรกรดีขึ้นมีความสำคัญกว่า ส่วนจะได้คะแนนการทำงานจะได้เท่าไรนั้น ขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน”นางศุภจี กล่าว

นางศุภจี กล่าวว่า  สำหรับการทำงานระยะต่อไป แต่ยอมรับว่าไม่ง่าย เพราะยังมีวิกฤตซ้อนวิกฤตเหมือนเดิม โดยเดินหน้าทำภารกิจสำคัญ 7 ด้าน ได้แก่   1.จะเร่งเจรจาการค้า ทั้ง FTA ไทย-อียู และความตกลง ART กับสหรัฐฯ โดยตนมีกำหนดการเดินทางไปสหรัฐฯ วันที่ 30 ส.ค.-1 ก.ย.2569 จะพยายามเจรจาปิดดีลให้สำเร็จ ก่อนที่สหรัฐฯ จะประกาศผลการพิจารณาเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินภายใต้มาตรา 301 2.ผลักดันส่งออกปี 2569 ตั้งเป้าขยายตัวไม่ต่ำกว่าตัวเลข 2 หลัก ซึ่งเดิมประเมินไว้ที่ 8% แต่ 10% น่าจะทำได้

3.รักษาเสถียรภาพสินค้าเกษตร โดยตั้งเป้าปิดฤดูผลไม้ใต้ให้ได้ราคาดี และดูแลพืชเศรษฐกิจหลัก ทั้งข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และยางพารา 4.เข้มงวดนอมินีขั้นสุด โดยจะผนึกกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการต่อเนื่อง 5.ขับเคลื่อน 4 คณะทำงาน ภายใต้คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชุมชน 6.ลดค่าครองชีพ สร้างรายได้ SME ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย” จนจบปี 2569 และ 7.ปลดล็อกอุปสรรคและขั้นตอนการทำงานต่อไป

สำหรับการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ นางศุภจี กล่าวว่า วันที่ 25 ส.ค. 2569 นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จะเดินทางไปสหรัฐฯ ล่วงก่อนหน้า ที่ตนจะเดินทางไปถึงวันที่ 30 ส.ค. 2569 โดยมีเป้าหมายเร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทย–สหรัฐฯ (ART) ให้สามารถปิดการเจรจาได้