ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบพระคุณในความตั้งใจของผู้จัดงานแสดงสินค้า ที่เห็นความสำคัญ หรือโอกาสทางการเผยแพร่สินค้าไทย กล่าวคือ มีนโยบายการจัดงานแสดงสินค้าไทยจากความพยายามของภาคเอกชน
ปัจจุบัน ข้อมูลจากทั่วโลก ไม่เกินความสามารถที่จะค้นหา ได้ด้วยปลายนิ้ว ระยะทางไม่ใช่เงื่อนไขสำคัญ แต่การตัดสินใจ ตกร่องปล่องชิ้น ในการเลือกลงทุน ในสินค้าใด ก็ยังคงต้องอาศัย ตำรา คลาสสิก เดิม ๆ กล่าวคือ สิบปากว่า ก็ไม่เท่าตาเห็น ต่ออีกนิดคือ สิบตาเห็น ก็ไม่เท่ามือคลำ
ล่าสุด ที่ได้มีส่วนร่วมในการ พาคณะผู้ประกอบการธุรกิจของ ซาอุ มาประเทศไทย เพื่อร่วมชมในงานแสดงสินค้า วัตถุประสงค์ ที่เราตั้งเป้าไว้ คือ ผู้ประกอบการที่เราจะพามา เราก็ประเมินกันว่า จะต้อง
1. ต้องมีความรู้พื้นฐานในสินค้าไทย
2. ต้องมีช่องทาง ฐานการขายอยู่แล้วในปริมาณ การกระจายสินค้าที่น่าเชื่อถือ
3. มีส่วนร่วมในค่าใช้จ่ายของการเดินทาง
ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายส่วนอื่น เช่น การมีส่วนร่วมในการออก ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เป็นหนึ่งในตัวกรอง ว่าผู้ประกอบการเหล่านั้น มีความตั้งใจในการมาร่วมงาน เพื่อชม หรือตัดสินใจ ในการดีลสินค้ามากน้อยเพียงไร ซึ่งกลุ่มผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติ ตามที่กล่าวในชั้นต้นมา จะได้เป็นไปตามกรอบวัตถุประสงค์ กล่าวคือ การ matching อย่างแท้จริง
คำถามคือ การคัดสรรตัวบุคคลที่จะมาร่วมในงานแสดงสินค้า มีความโปร่งใส ได้มาตรฐานเพียงไร เพราะที่ผ่านมานั้น แทบจะเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ จนเห็นได้ชัดเลยว่า ไม่ได้เป็นปัจจัย ที่จะเพิ่มแรงต่อรองในกระบวนการดีลที่จะเกิดขึ้น อย่างมีนัยสำคัญได้เลย
การซื้อขาย ดีล ที่จะเกิดขึ้นได้ จะต้องเริ่มจากความมั่นใจว่าซื้อไป แล้ว ของขายได้ ไม่ว่าจะด้วย คุณภาพ ในตัวสินค้านั้นเอง ไม่เป็นเพียงปัจจัยที่มีความสำคัญเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยความสามารถในด้านการตลาดที่จะกระจายสินค้าได้หรือไม่ ก็อยู่ที่ความชำนาญในการตลาด หรือการขาย
ผู้ประกอบการนั้น ๆ ซึ่งจุดนี้เองที่เป็น จุดเกาะเกี่ยวที่ทำให้ ทำไม เราต้องให้ความสำคัญกับการคัดสรรกลุ่มนักธุรกิจ ผู้สนใจ ตลอดจนเงื่อนไขในการเชิญชวน กลุ่มเป้าหมาย มาร่วมกับเรา
ที่ผ่านมา เรียกได้ว่า เรายังเคยมีมาตรการ เงื่อนไข ต่าง ๆ ในการคัดสรร อย่างมีมาตรฐานต่อการคัดเลือก ให้การสนับสนุน ผู้ที่จะเข้ามาร่วม โดยเฉพาะการมาร่วมชม งานแสดงสินค้า จนทำให้ งบฯ เม็ดเงินที่ลงไปตรงนี้ เกิดการผูกขาด เจ้าใดเคยได้รับการสนับสนุนในปีนี้ ปีหน้า ก็จองคิวมาอีก กลายเป็นผลที่ได้รับ ไม่ใช่การกระจาย หรือจูงใจให้ผู้ที่มีศักยภาพในการซื้อสินค้าไทย แผ่กระจายออกไป
ข้อท้วงติงตามกล่าวข้างต้น ได้รับการยืนยัน จากภาพที่มีการเชิญกลุ่มนักธุรกิจซาอุ มาไทยในรอบนี้ โดยมีการปรับรูปแบบ กล่าวคือ สนับสนุนเฉพาะเพียงค่าที่พัก แต่ค่าใช้จ่ายอื่น ผู้สนใจร่วมคณะต้องออกเอง ซึ่งไม่เพียงเป็นการใช้ เงินงบประมาณที่มีอย่างคุ้มค่าแล้ว ยังมีกระบวนการคัดสรรผู้ที่มีใจ อยากจะมา มองหา ผลิตภัณฑ์ ใหม่ ๆ ที่เหมาะและตรงใจ อย่างแท้จริง โดยพิจารณาจาก ผลประกอบการของผู้ที่จะได้รับเชิญ
หลังจาก การมาร่วมงานครั้งนี้แล้ว มากกว่า 1 ใน 3 ของ กลุ่มผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ ที่มาในรอบนี้ มีการตกลงการซื้อขาย รายนามผู้ประกอบการสามารถ ตรวจสอบได้กับ ผู้จัดงาน ซึ่งบ่งชี้ได้ว่า สินค้าของไทย ได้รับการยอมรับจากตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะ ในซาอุ ตะวันออกกลาง ตัวเลขการซื้อขายมากน้อยเท่าไหร่ ยังไม่มีความสำคัญเท่า จำนวน ผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ ที่สนใจ ซื้อสินค้าไทยเพิ่มมากขึ้น เพราะนี่ไม่ใช่เพียงการขายสินค้า แต่ยังเป็น การขายที่ขยาย โอกาส ให้ผู้ประกอบการไทย
ตรงนี้เอง น่าจะเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำหรับ KPI ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ของไทย เพื่อกำหนดนโยบาย ไม่ใช่ เคยขายได้ในปีนี้ เท่านี้ ปีหน้า ก็ คงรักษาระดับการซื้อขายไว้ ซึ่งถือว่าดี แต่ยังไม่ดีพอ เพราะ การรักษาตลาดเป็นเป้าหมายหนึ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ การขยายตลาด พัฒนาด้านการตลาดจะต้องเกิดขึ้น ไม่ใช่ เราก็จะวนเวียน อยู่กับเพียง ผู้ซื้อราย เดิม ๆ





