วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

น่านฟ้าใหม่เศรษฐกิจการบินแห่งอนาคต ด้วย‘อากาศยานไฟฟ้า-การเดินทางทางอากาศขั้นสูง’

อากาศยานขึ้นลงทางดิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้า หรือ eVTOL และ การเคลื่อนที่ทางอากาศขั้นสูง หรือAdvanced Air Mobility หรือ AAM กำลังเป็นน่านฟ้าใหม่ทางเศรษฐกิจที่มีเทคโนโลยีและความต้องการของตลาดขับเคลื่อนให้มีอัตราเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อมูลจากเว็บไซด์Research and Market ระบุว่า  หลังการประกาศเปิดตัว “Uber Elevate” ของ Uber Technologies ในปี 2559 ด้วยมูลค่าการลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อดึงดูดยักษ์ใหญ่ด้านการบินและอวกาศ ผู้ผลิตรถยนต์ บริษัทเทคโนโลยี และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติมาร่วมกันผลักดันอุตสาหกรรมการบินแนวใหม่นี้

สำหรับตลาด eVTOL และAAM  ประกอบด้วยระบบนิเวศ “5A” ได้แก่ เครื่องบิน บริการเสริม (MRO) สายการบิน (ผู้ให้บริการ) สนามบิน (โครงสร้างพื้นฐานสำหรับจอดเครื่องบินขึ้นลงแนวดิ่ง) และน่านฟ้า (การจัดการจราจรทางอากาศ) 

โดยระบบนิเวศแบบบูรณาการนี้สร้างโอกาสในด้านการผลิตยานพาหนะ การจัดหาแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อน วัสดุคอมโพสิต โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จ การฝึกอบรมนักบิน โครงสร้างพื้นฐานภาคพื้นดิน และการรับรองด้วยกฎระเบียบใหม่ๆ

จีนทดลองเครื่องบินไฟฟ้าขนส่งทางไกล

    ด้านการตลาดและการใช้จริงเชิงพาณิชย์ พบว่า บริษัทสตาร์ทอัพของจีน AutoFlight ได้สาธิตเครื่องบิน eVTOL ขนาด 5 ตัน ที่บรรทุกผู้โดยสารได้สูงสุด 10 คน โดยมีน้ำหนักขึ้นบินสูงสุด 5,700 กิโลกรัม ซึ่งเป็นการยืนยันว่าเทคโนโลยีนี้สามารถขยายไปสู่การเดินทางในระยะทางไกล การขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ และการตอบสนองเหตุฉุกเฉินได้

“การวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจพบว่า โซลูชัน eVTOL มีความน่าสนใจมากที่สุดในระยะทาง 40-160 กม. ซึ่งการจราจรทางบกที่ติดขัดทำให้ตลาดการขนส่งผู้โดยสารทางอากาศในเมือง คาดว่าจะเติบโตจากประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2573 เป็น 90 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2593 ”

นอกจากนี้ คาดว่า จะมีโดรนโดยสารเชิงพาณิชย์ใช้งานทั่วโลกประมาณ 160,000 ลำ นำไปสู่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ทุ่มเงินทุนในสตาร์ทอัพ eVTOL ให้เติบโตจาก 40 ล้านดอลลาร์ในปี 2559 เป็น 907 ล้านดอลลาร์ ในครึ่งแรกของปี 2563 นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมการบินใหม่นี้เท่านั้น 

4สหายลุยพัฒนาอุตฯการบินอนาคต

ดังนัั้น หากรวมทุกภาคส่วนจะพบว่า ปี 2567 มีมูลค่าตลาดมากกว่า  6.5 พันล้านดอลลาร์ ผ่านธุรกิจหลัก 4 รูปแบบที่กำลังเกิดขึ้น ได้แก่ ผู้ให้บริการระบบที่มุ่งเน้นการบูรณาการในแนวดิ่งมีผู้ให้บริการ คือ Droniqและ  Vodafone , ผู้ให้บริการฮาร์ดแวร์ คือ Rolls-Royceและ Skyports และนายหน้าขายตั๋วที่นำเที่ยวบิน

ตลาดกำลังพัฒนาในอัตราที่แตกต่างกันทั่วโลก โดยอเมริกาเหนือเป็นผู้นำในการพัฒนาและรับจ้างผลิต หรือ  OEM ส่วนความคืบหน้าด้านกฎระเบียบ จะไปอยู่ที่ยุโรป ขณะที่จีนกำลังกลายเป็นตลาดที่มีศักยภาพเนื่องจากมีนโยบายเศรษฐกิจส่งเสริมเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว 

 ด้านตะวันออกกลาง จึงรับบทเป็นนักลงทุนมือหนักที่ต้องการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในโครงการ“เมืองอัจฉริยะ”ที่กำลังแข่งกันพัฒนาในภูมิภาคตะวันออกกลางขณะนี้ ทั้ง โครงสร้างพื้นฐานภาคพื้นดินใหม่ – ท่าจอดเครื่องบินขึ้นลงแนวดิ่ง (vertiports) ลานจอดพื้นฐานไปจนถึงศูนย์กลางในเมืองที่ให้บริการครบวงจร  โครงการเหล่านี้ต่างต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากก่อนการมีฝูงบินไว้ใช้งาน ซึ่งก็นับเป็นความท้าทายเพื่อจะตอบคำถามว่า “ไก่กับไข่”อะไรควรเกิดก่อนกัน

“ตลาดเครื่องบินขึ้นลงแนวดิ่งด้วยไฟฟ้า (eVTOL) กำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ บริการแท็กซี่ทางอากาศเชิงพาณิชย์ครั้งแรกคาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2569-2571 โดยในระยะแรกจะมีราคาสูงและมีเครือข่ายเส้นทางจำกัด ทศวรรษต่อมาจะเป็นตัวกำหนดว่าอุตสาหกรรมนี้จะบรรลุถึงขนาดเศรษฐกิจ ความสามารถในการบินอัตโนมัติ และการยอมรับจากสาธารณชนที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านจากบริการเฉพาะกลุ่มไปสู่โซลูชันการเดินทางมวลชนหรือไม่”

ไทยเจ้าภาพการบินชั้นสูงโลกธ.ค.69

สำหรับประเทศไทยกำลังเข้ามีบทบาทในตลาดการบินรูปแบบใหม่นี้ โดย  1-3 ธ.ค. 2569 ที่จะถึีงนี้ ไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม  ADVANCED AIR MOBILITY SYMPOSIUM (AAM 2026) จัดโดย  สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) นับเป็นครั้งแรกที่งานสำคัญระดับโลกนี้จะจัดขึ้นในเอเชีย สะท้อนถึงบทบาทเชิงรุกของประเทศไทยในการขับเคลื่อนอนาคตของการบินและการขนส่งทางอากาศในภูมิภาค

เมื่อเร็วๆนี้ ภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการพัฒนาพื้นที่นำร่องสำหรับการทดสอบและสาธิตเทคโนโลยีการบินรูปแบบใหม่ โดยมีสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) นำโดย พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการ CAAT พร้อมด้วยผู้แทนกรมท่าอากาศยาน (ทย.) บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) และบริษัท สตาร์ซีคเกอร์ จำกัดผู้นำเข้า ส่งออก และจำหน่ายอุปกรณ์/ระบบอากาศยานไร้คนขับ (UAV) และอากาศยานไฟฟ้า (eVTOL)

ที่ประชุมได้รับฟังแนวคิดการนำเทคโนโลยีอากาศยานรูปแบบใหม่มาทดสอบและพัฒนาในประเทศไทย โดยเสนอให้พิจารณาสนามบินในความรับผิดชอบของกรมท่าอากาศยานที่มีความเหมาะสมและไม่มีเที่ยวบินพาณิชย์ เป็นพื้นที่นำร่องสำหรับทดสอบอากาศยานและเส้นทางบินในระยะแรก ก่อนต่อยอดไปสู่การใช้งานในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การขนส่งสินค้า พัสดุ และเวชภัณฑ์ไปยังพื้นที่สูง พื้นที่เกาะ หรือพื้นที่ที่การเดินทางเข้าถึงได้ยาก 

เปิดตัวการกำกับดูแลeVTOLของเอเชีย

รวมถึงการทดสอบอากาศยานขึ้นลงทางดิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้า (eVTOL) ในอนาคต โดยเอกสารข้อเสนอของบริษัทระบุถึงการพัฒนาระบบการบินระดับต่ำและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม เน้นย้ำให้สามารถนำเทคโนโลยีการบินมาประยุกต์ใช้ในการยกระดับการขนส่งและสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนได้อย่างปลอดภัย 

พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการ CAAT ระบุว่า ในการประชุมหน่วยงานกำกับดูแลด้านการบินพลเรือนเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 2 ว่าด้วยการกำกับดูแลระบบ AAM ซึ่งจัดขึ้นระหว่างงาน High-Level Aviation Week ณ ประเทศสิงคโปร์ มีการเปิดตัวเอกสารแนวทางการกำกับดูแลการให้บริการeVTOL และอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (UAS) ฉบับแรกของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือในการพัฒนาและควบคุมเทคโนโลยี AAM อย่างเป็นระบบและปลอดภัย

น่านฟ้าใหม่เศรษฐกิจการบินแห่งอนาคต         ด้วย‘อากาศยานไฟฟ้า-การเดินทางทางอากาศขั้นสูง’