เมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ สังคมมักเริ่มต้นด้วยคำถามว่า “ใครเป็นต้นเหตุ” แต่คำถามที่สำคัญต่อการลดความสูญเสียในครั้งต่อไปมากกว่า คือ “ระบบของเรายังรับมือฝนรูปแบบใหม่ได้เพียงใด”
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญอุทกภัยรุนแรงในหลายภูมิภาค ตั้งแต่น้ำท่วมเชียงรายปี 2567 หาดใหญ่ปี 2568 จนถึงน่านปี 2569 แม้ทั้งสามเหตุการณ์เกิดต่างเวลา ต่างภูมิประเทศ และต่างลุ่มน้ำ แต่เมื่อวางข้อมูลเทียบกัน จะเห็นสัญญาณร่วมว่า ฝนกำลังตกหนักขึ้น กระจุกตัวขึ้น และนำมวลน้ำปริมาณมหาศาลลงสู่พื้นที่ในช่วงเวลาที่สั้นลง จนเกินขีดความสามารถของทั้งระบบธรรมชาติและโครงสร้างพื้นฐาน
ขณะที่พื้นที่ป่า การใช้ประโยชน์ที่ดิน และการขยายตัวของเมืองยังเป็นปัจจัยสำคัญ ในการวิเคราะห์ร่วมกับปริมาณฝน ภูมิประเทศ เส้นทางน้ำ และประสิทธิภาพของระบบเตือนภัย ไม่ใช่แยกพิจารณาเฉพาะปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง
เชียงราย: เมื่อน้ำไม่ได้มาจากฝนมาจากพายุปัจจัยเดียว
น้ำท่วมเชียงรายเดือนก.ย. 2567 เกิดจากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่น “ยางิ” แม้ศูนย์กลางพายุไม่ได้เคลื่อนผ่านประเทศไทยโดยตรง แต่หลังขึ้นฝั่งเวียดนามและอ่อนกำลังลง อิทธิพลของพายุได้ก่อให้เกิดฝนตกหนักบริเวณลาว เมียนมา และภาคเหนือของไทยในช่วงวันที่ 7–11 ก.ย.
กรณีเชียงรายจึงสะท้อนว่า การประเมินสถานการณ์น้ำในจังหวัดชายแดนไม่สามารถพิจารณาเฉพาะฝนที่ตกภายในจังหวัด เพราะแม่น้ำสายและแม่น้ำกกมีพื้นที่ต้นน้ำบางส่วนอยู่นอกประเทศไทย มวลน้ำจากต้นน้ำสามารถเคลื่อนเข้าสู่แม่สายและเมืองเชียงรายได้อย่างรวดเร็ว
ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมของ GISTDA ยังพบว่า ทางน้ำบริเวณแม่สายมีความคดเคี้ยวและบางจุดมีลักษณะเป็นคอขวด เมื่อฝนหนักในพื้นที่ภูเขามาบรรจบกับน้ำจากต้นน้ำ โคลน ตะกอน และข้อจำกัดของเส้นทางน้ำ ความเสียหายจึงไม่ได้เกิดจากปริมาณฝนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากทั้ง “น้ำที่มาเร็ว” และ “ทางที่น้ำต้องผ่าน”
เหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลกระทบมากกว่า 45,000 ครัวเรือนใน 6 อำเภอ ชี้ให้เห็นว่า ระบบเตือนภัยในอนาคตต้องเชื่อมโยงข้อมูลฝนและระดับน้ำข้ามพรมแดน เพื่อเพิ่มเวลาการเตรียมรับมือ ไม่ใช่รอวัดระดับน้ำเมื่อมวลน้ำมาถึงปลายทางแล้ว
หาดใหญ่: เมืองปลายน้ำที่รับน้ำจากหลายทิศ
น้ำท่วมหาดใหญ่เดือนพ.ย. 2568 มีลักษณะต่างจากเชียงราย เพราะเกิดจากฝนหนักที่ตกซ้ำในพื้นที่เดิมต่อเนื่องหลายวัน ข้อมูลคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติระบุว่า ระหว่างวันที่ 17–26 พ.ย. หลายพื้นที่ในภาคใต้ตอนล่างมีฝนสะสม 10 วันเกิน 1,000 มิลลิเมตร ขณะที่พื้นที่หาดใหญ่มีรายงานฝนสะสมมากกว่า 600 มิลลิเมตรใน 3 วัน สูงกว่าเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2553
ฝนที่ตกต่อเนื่องทำให้ดินอิ่มตัวและรับน้ำเพิ่มได้น้อยลง น้ำฝนส่วนใหญ่จึงกลายเป็นน้ำไหลบ่าบนผิวดิน ขณะเดียวกัน หาดใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่ตอนล่างของลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา รับน้ำจากคลองหลายสาย เมื่อมวลน้ำจากต้นน้ำไหลลงมาพร้อมกัน เมืองที่มีอาคาร ถนน และสิ่งปลูกสร้างหนาแน่นจึงอยู่ในภาวะ “น้ำมาเร็ว แต่ระบายออกช้า”
บทเรียนจากหาดใหญ่คือ แม้พื้นที่ต้นน้ำยังมีป่า และมีอ่างเก็บน้ำหรือพื้นที่ทำหน้าที่เป็นแก้มลิง แต่ทุกระบบล้วนมีขีดจำกัด เมื่อเผชิญฝนหนักต่อเนื่องจนพื้นที่รับน้ำมีปริมาณน้ำเกินความสามารถรองรับ อุทกภัยรุนแรงก็ยังเกิดขึ้นได้
น่าน: ฝน 339.6 มิลลิเมตรในวันเดียว
วันที่ 19 ส.ค. 2569 อำเภอปัว จังหวัดน่าน มีฝนสะสมในรอบ 24 ชั่วโมงสูงถึง 339.6 มิลลิเมตร นับเป็นฝนหนักมากในช่วงเวลาสั้น ส่งผลให้เกิดน้ำหลากเข้าท่วมบ้านเรือนและพื้นที่เกษตรอย่างรวดเร็ว
เมื่อเปรียบเทียบทั้งสามพื้นที่ จะเห็นปัจจัยที่แตกต่างกัน หาดใหญ่เผชิญฝนตกต่อเนื่องหลายวันจนดินและระบบน้ำรับไม่ไหว น่านเผชิญฝนหนักกระจุกตัวซึ่งทำให้ลำน้ำเพิ่มระดับอย่างรวดเร็ว ขณะที่เชียงรายมีทั้งอิทธิพลพายุ น้ำจากลุ่มน้ำข้ามพรมแดน และตะกอนจากพื้นที่สูง แต่ทั้งสามพื้นที่มีจุดร่วมเดียวกัน คือปริมาณน้ำในช่วงเวลานั้นเกินขีดความสามารถในการับน้ำของพื้นที่
สำหรับน่าน มีการตั้งคำถามถึงการปลูกข้าวโพดบนพื้นที่สูงและสภาพภูเขาหัวโล้น ซึ่งการเปิดหน้าดินหรือใช้พื้นที่ลาดชันโดยไม่มีมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ ย่อมเพิ่มความเสี่ยงต่อการไหลบ่าและการพังทลายของดินได้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดยังไม่สนับสนุนข้อสรุปว่า การขยายพื้นที่ข้าวโพดเป็นต้นเหตุโดยตรงของน้ำท่วมครั้งนี้
ข้อมูลจาก GISTDA ระบุว่า พื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในจังหวัดน่านล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 336,723 ไร่ ลดลงจากข้อมูลสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.)ระบุว่า ปีเพาะปลูก 2566/67 ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 453,195 ไร่ หรือลดลงกว่า 1 แสนไร่ นับเป็นการลดลงของพื้นที่เป็นอันดับสองของประเทศรองจากจังหวัดเพชรบูรณ์
ด้านทรัพยากรป่าไม้ ข้อมูลกรมป่าไม้ปี 2566 ระบุว่า น่านมีพื้นที่ป่า 4.63 ล้านไร่ หรือ 61.06% ของพื้นที่จังหวัด ขณะเดียวกัน ภาครัฐ เอกชน ชุมชน และภาคประชาสังคมได้ร่วมฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมผ่านหลายโครงการ ทั้ง “ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง 1 ล้านไร่” การจัดการป่าชุมชน และการส่งเสริมวนเกษตร
ฝนเป็นตัวกระตุ้น แต่ความเสียหายเกิดจากทั้งระบบ
ฝนสุดขั้วและมวลน้ำจากต้นน้ำเป็นตัวกระตุ้น ขณะที่สภาพป่า ความลาดชัน การใช้ที่ดิน ทางน้ำที่เป็นคอขวด การขยายตัวของเมือง พื้นที่หน่วงน้ำ ระบบระบายน้ำ และการเตือนภัย เป็นตัวกำหนดว่าความเสียหายจะรุนแรงเพียงใด
หากอธิบายน้ำท่วมด้วยสาเหตุเดียว เราอาจเลือกใช้เครื่องมือแก้ปัญหาเพียงชนิดเดียว ทั้งที่แต่ละลุ่มน้ำมีโจทย์ต่างกัน เชียงรายต้องเชื่อมโยงข้อมูลน้ำข้ามพรมแดน หาดใหญ่ต้องเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารน้ำทั้งลุ่มน้ำและระบบระบายน้ำในเมือง
“ส่วนน่านต้องพัฒนาการพยากรณ์ฝนระยะสั้น ระบบเตือนภัยระดับชุมชน ฟื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำที่เสื่อมโทรม และจัดการเกษตรบนพื้นที่ลาดชันตามระดับความเสี่ยงป่ายังคงต้องรักษา พื้นที่เสื่อมโทรมต้องฟื้นฟู เกษตรบนพื้นที่สูงต้องปรับวิธี และเมืองต้องเพิ่มความสามารถในการรับและระบายน้ำ แต่ทั้งหมดต้องดำเนินการบนฐานข้อมูล ไม่ใช่ภาพจำหรือคำอธิบายที่เลือกเพียงปัจจัยเดียว”
น้ำท่วมทั้งสามพื้นที่กำลังส่งสารเดียวกันว่า ฝนในวันนี้ไม่เหมือนเดิม ขณะที่ทางน้ำ เมือง และระบบเตือนภัยของเรายังถูกออกแบบจากข้อมูลในอดีต โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการหาว่าใครผิด แต่คือการนำข้อมูลทุกด้านขึ้นมาวางบนโต๊ะ แล้วเปลี่ยนจุดอ่อนของแต่ละลุ่มน้ำให้เป็นความพร้อมก่อนฝนก้อนต่อไปจะมาถึง



