กรมชลประทานสั่งรับมือแม่น้ำน่านระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น หลังฝนตกหนักสะสมในพื้นที่ เร่งขนเครื่องจักรกลช่วยระบายน้ำ พร้อมยันเขื่อนสิริกิติ์ยังรองรับน้ำได้อีกมาก
KEY POINTS
- กรมชลประทานสั่งเฝ้าระวังระดับน้ำในแม่น้ำน่านตอนบนอย่างใกล้ชิด หลังมีฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดน่าน
- มีการเตรียมความพร้อมเครื่องจักรกลและติดตั้งเครื่องสูบน้ำในพื้นที่เสี่ยง เพื่อเร่งระบายน้ำและช่วยเหลือประชาชน
- เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ยังมีพื้นที่ว่างเพียงพอสำหรับรองรับปริมาณน้ำที่ไหลมาจากจังหวัดน่าน
- แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำและริมลำน้ำให้ติดตามสถานการณ์และประกาศจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด
ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ได้ติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด หลังฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่ภาคเหนือ ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำน่านตอนบนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จึงได้สั่งการให้หน่วยงานในพื้นที่เตรียมพร้อมเครื่องจักรกลเข้าช่วยเหลือประชาชนทันที สั่งสำนักงานชลประทาน เฝ้าระวังแม่น้ำน่านสูงขึ้น เตรียมพร้อม เครื่องจักรกล เร่งระบายน้ำช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ หลังมีฝนตกหนักต่อเนื่อง
นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน ได้รายงานว่ากรมชลประทานได้ติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด หลังกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนว่าจะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ทำให้จังหวัดน่าน ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากในหลายอำเภอมีปริมาณฝนสะสมอยู่ในเกณฑ์สูง ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำน่านตอนบน มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
โดยในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา (วันที่ 18-19 ส.ค. 69) ในพื้นที่จังหวัดน่าน มีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ มีปริมาณฝนสะสมสูงสุด 277.6 มิลลิเมตร วัดได้ที่โรงเรียนพนาสวรรค์ ตำบลภูคา อำเภอปัว รองลงมา ได้แก่ ชุมชนบ้านร้องแง ตำบลวรนคร อำเภอปัว 250.2 มิลลิเมตร และลำน้ำกุน ตำบลศิลาแลง อำเภอปัว 241.4 มิลลิเมตร
ทั้งนี้ จากสถากรณ์ที่เกิดขึ้นสั่งการให้สำนักโครงการชลประทานในพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ล่าสุดพบว่าสถานีวัดน้ำที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่
สถานี N.64 บริเวณบ้านผาขวาง อำเภอเมือง
สถานี N.1 บริเวณสะพานพัฒนาภาคเหนือ อำเภอเมือง
สถานี N.49 บ้านน้ำยาว อำเภอปัว จังหวัดน่าน
มีแนวโน้มระดับน้ำเพิ่มขึ้น โดยปริมาณน้ำจากอำเภอปัวจะใช้ระยะเวลาประมาณ 10-12 ชั่วโมงในการไหลถึงสถานี N.1 อำเภอเมือง จังหวัดน่าน จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะที่สถานี N.13A บริเวณบ้านบุญนาค อำเภอเวียงสา ก็มีแนวโน้มระดับน้ำเพิ่มขึ้นเช่นกัน
สำหรับสถานการณ์น้ำของเขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ 6,227 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)หรือคิดเป็นร้อยละ 65.56 ของความจุอ่างฯ ยังสามารถรองรับน้ำได้อีก 3,275 ล้าน ลบ.ม.หรือร้อยละ 34.44 ของความจุอ่างฯ ทั้งนี้ ยังมีพื้นที่ว่างในอ่างเก็บน้ำเพียงพอสำหรับรองรับปริมาณน้ำฝนในช่วงที่เหลือของฤดูฝน รวมถึงสามารถรองรับปริมาณน้ำที่ไหลมาจากจังหวัดน่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายวิทยา กล่าวด้วยว่า ได้สั่งการให้โครงการชลประทานน่าน สำนักงานชลประทานที่ 2 เตรียมความพร้อมด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างเต็มศักยภาพ พร้อมเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศตลอด 24 ชั่วโมง โดยจะบริหารจัดการและระบายน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ รวมถึงบูรณาการร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนให้ได้มากที่สุด พร้อมกันนี้ ในปัจจุบัน ได้มีการดำเนินการเพื่อช่วยเหลือไปแล้ว ประกอบด้วย
1. ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาด 24 นิ้ว จำนวน 1 เครื่อง ในพื้นที่อำเภอเมืองน่าน และเครื่องสูบน้ำขนาด 8 นิ้ว จำนวน 11 เครื่อง ในพื้นที่อำเภอเวียงสา
2. มีการระดมเครื่องจักรเครื่องมือ รถแบคโฮ รถบรรทุกเทท้าย จำนวน 7 คัน ในการเคลื่อนย้ายสิ่งกีดขวางทางน้ำ และบริเวณ คอสะพาน
3. ติดตาม เฝ้าระวัง และเตรียมการป้องกันร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด
โดยกรมชลประทาน ขอให้พี่น้องประชาชนชาวเมืองน่าน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่ริมลำน้ำ และพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ติดตามสถานการณ์น้ำและประกาศแจ้งเตือนจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ทั้งนี้ กรมชลประทานจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะแจ้งข้อมูลให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะต่อไป





