วันจันทร์ ที่ 24 สิงหาคม 2569

Login
Login

เจาะลึกอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด กรมชลฯ กางหลักฐานเคลียร์ข้อมูลเท็จ-ข้อเท็จจริง

เมื่อวิกฤติน้ำคือ "ระเบิดเวลา" ที่กำลังคุกคามเสถียรภาพเศรษฐกิจภาคตะวันออก ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่สมรภูมิแย่งชิงทรัพยากร ท่ามกลางตัวเลข "น้ำน้อยเฝ้าระวัง" ในอ่างเก็บน้ำหลายแห่งทั่วประเทศ รัฐบาลตัดสินใจทุ่มงบประมาณกว่า 7,200 ล้านบาท ปลุกชีพโครงการ "อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด" จังหวัดจันทบุรี เพื่อให้เป็นปราการด่านสุดท้ายรองรับทั้งปากท้องเกษตรกรและอุตสาหกรรมยุคใหม่ในเขต EEC

แต่เมกะโปรเจกต์นี้กลับต้องเผชิญกับแรงต้านมหาศาลจากกลุ่มอนุรักษ์ เพราะมองว่านี่คือ "ต้นทุนทางธรรมชาติที่แพงเกินไป" จนเกิดเป็นคดีความฟ้องร้องถึงศาลปกครอง ขณะที่กรมชลประทานต้องเร่งกางหลักฐาน EHIA เคลียร์ทุกข้อกังขา เพื่อยืนยันว่าโครงการนี้ไม่ได้ทำลายป่าอย่างที่ถูกกล่าวหา และพร้อมจะเดินหน้าพัฒนาแหล่งน้ำควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ระบบนิเวศอย่างยั่งยืน

เจาะลึกเมกะโปรเจกต์ "อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด"

คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ได้มีมติเห็นชอบให้กรมชลประทานดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ในพื้นที่ตำบลขุนซ่อง อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี ภายใต้แผนการดำเนินงาน 7 ปี (ปีงบประมาณ 2570–2576) ด้วยงบประมาณ 7,200 ล้านบาท

ในเชิงวิศวกรรม อ่างเก็บน้ำแห่งนี้จะเป็นเขื่อนดินที่มีความจุเก็บกักปกติ 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งถือเป็นขนาดสูงสุดในเกณฑ์อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง โครงการนี้คือ "จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย" ของระบบลุ่มน้ำวังโตนดที่จะประกอบไปด้วยอ่างเก็บน้ำ 4 แห่ง ได้แก่

  • อ่างเก็บน้ำคลองประแกด (ความจุ 60.26 ล้าน ลบ.ม.)
  • อ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ (ความจุ 68.1 ล้าน ลบ.ม.)
  • อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว (ความจุ 80.7 ล้าน ลบ.ม.)
  • อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด (ความจุ 99.5 ล้าน ลบ.ม.)

เมื่อโครงการทั้งหมดแล้วเสร็จ ระบบลุ่มน้ำวังโตนดจะมีศักยภาพกักเก็บน้ำรวมกันถึง 308.5 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดเพียงแห่งเดียว จะสามารถสนับสนุนพื้นที่ชลประทานได้กว้างขวางถึง 87,700 ไร่ มีอัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน (B/C Ratio) ที่ 2.20 และอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ (EIRR) สูงถึง 13.18% ซึ่งถือว่าคุ้มค่าอย่างมากในเชิงพาณิชย์

กรมชลประทานแก้ข่าวลือ "ท่วมป่า 4 หมื่นไร่"

ท่ามกลางกระแสการคัดค้าน กรมชลประทานได้ออกมาชี้แจงข้อมูลที่คลาดเคลื่อนซึ่งถูกเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยยืนยันว่าข้อมูลและภาพจำลองที่อ้างว่าอ่างเก็บน้ำมีความจุถึง 260 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีพื้นที่น้ำท่วม 45,000 ไร่นั้น "ไม่เป็นความจริง"

กรมชลประทานยืนยันว่า ข้อมูลโครงการที่ใช้ดำเนินการจริงเป็นไปตามรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ที่ผ่านการพิจารณามาอย่างถี่ถ้วน โดยมีความจุเพียง 99.50 ล้านลูกบาศก์เมตร และที่สำคัญคือมีการปรับลดพื้นที่โครงการจากเดิม 14,600 ไร่ เหลือเพียงประมาณ 11,982 ไร่ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด ดังนั้นข้อมูลที่ระบุว่าพื้นที่ได้รับผลกระทบอาจสูงถึง 120,000 ไร่ จึงเป็นข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในรายงาน EHIA แต่อย่างใด

ปมผันน้ำเข้า EEC: กางเงื่อนไข-ยึดมติ ครม. ปี 2552

ประเด็นที่เปราะบางที่สุดคือการผันน้ำจากลุ่มน้ำคลองวังโตนดไปยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง เพื่อรองรับความต้องการน้ำในเขต EEC กรมชลประทานได้เปิดเผยหลักการบริหารจัดการที่ชัดเจนเพื่อคลายความกังวลของคนในพื้นที่ ดังนี้

1. พิจารณาสมดุลน้ำทั้งระบบเป็นลำดับแรก: กรมชลประทานยืนยันว่า การผันน้ำจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่ออ่างเก็บน้ำทั้ง 4 แห่งในลุ่มน้ำวังโตนด (ประแกด, พะวาใหญ่, หางแมว, และวังโตนด) รวมถึงระบบกระจายน้ำในพื้นที่จันทบุรีสร้างเสร็จสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ก่อนเท่านั้น

2. ผันเฉพาะ "น้ำส่วนเกิน" เท่านั้น: ในอนาคตเมื่อระบบเสร็จสิ้น กรมชลประทานจะพิจารณาผันเฉพาะน้ำส่วนที่เกินความจำเป็นต่อความต้องการใช้น้ำด้านท้ายน้ำของจุดสูบน้ำในช่วงฤดูฝนเท่านั้น โดยคาดการณ์ปริมาณผันน้ำเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 56–70 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี เพื่อช่วยเหลือพื้นที่จังหวัดระยองและพื้นที่ใกล้เคียงในช่วงที่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำ

3. ไม่ได้ผันเข้าอุตสาหกรรมทันที: กรมชลประทานย้ำว่าน้ำที่ผันไปไม่ได้จะถูกนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมโดยทันที เนื่องจากการจัดสรรน้ำต้องผ่านกลไกของ คณะกรรมการลุ่มน้ำ และที่สำคัญที่สุดคือต้องคำนึงถึงความต้องการใช้น้ำของประชาชนในพื้นที่ต้นทาง (จังหวัดจันทบุรี) เป็นลำดับสำคัญที่สุด

4. ปัจจุบันยังทำไม่ได้ตามกฎหมาย: ปัจจุบันยังไม่สามารถทำการผันน้ำได้ เนื่องจากกลุ่มผู้ใช้น้ำในลุ่มน้ำคลองวังโตนดมีข้อเรียกร้องที่ชัดเจนว่า กรมชลประทานต้องก่อสร้างอ่างเก็บน้ำทั้ง 4 แห่งและระบบกระจายน้ำให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ก่อน จึงจะยินยอมให้มีการผันน้ำ ซึ่งเป็นไปตาม มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2552

5. สปิริตคนจันทบุรี ผ่อนปรนกรณีวิกฤติ: อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตเกิดวิกฤติภัยแล้งรุนแรงและมีความจำเป็นเร่งด่วนต้องผันน้ำเพื่อช่วยเพื่อนร่วมชาติ กลุ่มผู้ใช้น้ำโดยคณะทำงานลุ่มน้ำแม่น้ำวังโตนดได้แสดงความยินดีที่จะ "ผ่อนปรน" ให้มีการผันน้ำเป็นกรณีเฉพาะกิจต่อไป เพื่อประคับประคองสถานการณ์น้ำของภาคตะวันออกในภาพรวม

เสียงสะท้อนจากชาวสวน "อ่างเก็บน้ำ ความหวังสุดท้าย"

ในขณะที่ฝ่ายอนุรักษ์กังวลเรื่องป่าไม้ แต่ในมุมของประชาชนในพื้นที่กลับมองเห็นความอยู่รอด เมื่อเร็ว ๆ นี้ ชาวสวนจากอำเภอแก่งหางแมวและอำเภอเขาคิชฌกูฏ กว่า 1,000 คน ได้รวมตัวกัน ณ ที่ว่าการอำเภอแก่งหางแมว เพื่อยื่นหนังสือสนับสนุนโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดอย่างเต็มที่

ตัวแทนชาวบ้านจากตำบลขุนซ่องกล่าวด้วยความสะเทือนใจว่า ปัจจุบันพื้นที่ปลูกทุเรียนซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความต้องการน้ำพุ่งสูงขึ้นมาก แต่เกษตรกรกลับต้องเผชิญกับภัยแล้งซ้ำซาก อ่างเก็บน้ำทั้ง 4 แห่ง คือความหวังสุดท้ายของเรา ถ้าไม่มีน้ำ เราก็ไม่มีอาชีพ

นอกจากนี้ ชาวบ้านบางส่วนในพื้นที่อำเภอเขาคิชฌกูฏซึ่งไม่ได้เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง ยังมองว่าสภาพพื้นที่โครงการในปัจจุบันส่วนหนึ่งเป็นป่าเสื่อมโทรมและมีชาวบ้านเข้าไปอยู่อาศัยทำกินอยู่ก่อนแล้ว การสร้างอ่างเก็บน้ำที่มีการกำหนดขอบเขตพื้นที่อย่างชัดเจน จะช่วยแก้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าในอนาคตได้ดีกว่าการปล่อยให้มีการบุกรุกไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีการจัดการ

สมรภูมิสิ่งแวดล้อม การต่อสู้ของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

ด้านกลุ่มอนุรักษ์นำโดยมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ยังคงยัดเยียดคำถามถึงความคุ้มค่าที่ต้องแลกด้วยผืนป่าอนุรักษ์ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น โดยมีการยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อขอเพิกถอนรายงาน EHIA เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 เนื่องจากมองว่าข้อมูลในรายงานไม่ตรงกับสภาพพื้นที่จริง

แม้ศาลปกครองกลางจะมีคำสั่งไม่รับฟ้องในเบื้องต้นเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม เนื่องจากโครงการยังไม่ผ่าน ครม. ในขณะนั้น แต่ภายหลังจากมีมติ ครม. เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ออกมา ทางมูลนิธิฯ ยืนยันว่าจะยื่นฟ้องใหม่อย่างแน่นอน เพื่อปกป้องบ้านของสัตว์ป่าไม่ให้ต้องจมอยู่ใต้อ่างเก็บน้ำ

ต่อกรณีนี้ กรมชลประทานยืนยันว่าจะปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด รวมถึงแผนการฟื้นฟูถิ่นอาศัย แหล่งอาหาร และแหล่งน้ำสำหรับสัตว์ป่า และมาตรการลดความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าเพื่อให้การพัฒนาและการอนุรักษ์เดินหน้าไปพร้อมกันได้

สมดุลแห่งอนาคตบนทางขนาน

โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดมูลค่า 7,200 ล้านบาท จึงไม่ใช่แค่การก่อสร้างทางวิศวกรรม แต่คือการทดสอบวุฒิภาวะของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของไทย ระหว่างการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการปกป้องลมหายใจของผืนป่า

ทั้งนี้ กรมชลประทานยืนยันว่า พร้อมรับฟังความเห็นจากทุกฝ่าย และยินดีเปิดเผยข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เพื่อให้การบริหารน้ำเป็นธรรมและโปร่งใสที่สุด โดยยึดมั่นในสัญญาที่ให้ไว้กับคนจันทบุรีว่าจะคำนึงถึงความต้องการน้ำในพื้นที่เป็นสำคัญ ก่อนจะส่งต่อไปยังพื้นที่อื่นตามความจำเป็น ศึกอ่างเก็บน้ำวังโตนดครั้งนี้จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า ท้ายที่สุดแล้ว "ความยั่งยืน" จะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ บนพื้นฐานของความเข้าใจและความจริงที่ตรวจสอบได้