กรมเชื้อเพลิงฯ เร่งปรับกฎหมายปิโตรเลียม รองรับสัมปทานหลายแหล่งทยอยสิ้นสุดอายุ เปิดทางรัฐพิจารณาความต่อเนื่องของแหล่งที่ยังมีศักยภาพ พร้อมเจรจาเงื่อนไขและผลประโยชน์ประเทศ
นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติอยู่ระหว่างผลักดันการแก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้ภาครัฐสามารถบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียมที่กำลังสิ้นสุดอายุสัมปทานได้เหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละแหล่ง
ข้อจำกัดของกฎหมายปัจจุบัน คือสัมปทานเดิมสามารถขยายระยะเวลาการผลิตได้ตามกรอบที่กฎหมายกำหนด แต่เมื่อใช้สิทธิขยายระยะเวลาแล้ว ไม่สามารถขยายต่อไปได้อีก แม้บางแหล่งจะยังมีทรัพยากรและศักยภาพในการพัฒนาต่อ แนวทางแก้ไขจึงต้องการเพิ่มทางเลือกให้รัฐสามารถพิจารณาว่า หากแหล่งยังมีศักยภาพและสามารถลงทุนผลิตต่อได้ ควรบริหารจัดการอย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
ไทยเดินหน้าสำรวจปิโตรเลียมรอบใหม่ ‘ทะเลอันดามัน’ ขุมทรัพย์พลังงานแสนล้าน
เทรนด์ LNG มาแรง! อุตสาหกรรมใช้พุ่ง 30% 'พลังงาน' คุมเข้มมาตรฐานความปลอดภัย
“รัฐควรมีสิทธิที่จะพิจารณา มีสิทธิที่จะพูดและต่อรอง เพราะปิโตรเลียมเป็นของรัฐ” นายวรากรกล่าว พร้อมย้ำว่า แนวทางดังกล่าวไม่ได้หมายถึงการต่ออายุให้ผู้รับสัมปทานรายเดิมโดยอัตโนมัติ
ในทางปฏิบัติ ผู้รับสัมปทานหรือผู้รับสัญญาจะเป็นผู้ยื่นขอขยายระยะเวลา ขณะที่รัฐต้องประเมินศักยภาพของแหล่งและผลประโยชน์ที่จะได้รับ รวมถึงสามารถกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น ผลประโยชน์กลับคืนสู่รัฐ การเพิ่มการใช้สินค้าและบริการในประเทศ หรือ Local Content และการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยมีส่วนร่วมมากขึ้น
อีกปัจจัยสำคัญคือ การลงทุนปิโตรเลียมต้องใช้เงินลงทุนสูงและต้องวางแผนล่วงหน้า หากเข้าสู่ช่วงท้ายสัญญาโดยไม่มีความชัดเจนว่าจะมีระยะเวลาเพียงพอสำหรับพัฒนาและผลิตต่อหรือไม่ การตัดสินใจลงทุนเพิ่มเติมย่อมเกิดขึ้นได้ยาก
หนึ่งในแหล่งที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติให้ความสำคัญคือ แหล่งสินภูฮ่อม ซึ่งเป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติบนบกที่มีบทบาทในการป้อนก๊าซให้โรงไฟฟ้าน้ำพองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นายวรากรระบุว่า ยังมีความมั่นใจในระดับหนึ่งว่าแหล่งสินภูฮ่อมมีศักยภาพพัฒนาต่อ หากสามารถรักษาความต่อเนื่องของการผลิต ก็จะสนับสนุนการจัดหาก๊าซให้โรงไฟฟ้าน้ำพองต่อไปได้อีกระยะ
นอกจากนี้ ยังมีแหล่งน้ำมันสิริกิติ์ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันดิบบนบกที่มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และยังมีบางพื้นที่ที่อาจมีศักยภาพพัฒนาเพิ่มเติม
อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติย้ำว่า เป้าหมายสำคัญคือไม่ต้องการให้การพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมสะดุดหรือขาดช่วง เพราะหากต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด ยังมีขั้นตอนการอนุญาตและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ซึ่งต้องใช้เวลา และอาจกระทบต่อความต่อเนื่องของการลงทุนและการพัฒนา
กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติยังอยู่ระหว่างศึกษาการปรับปรุง Fiscal Regime หรือระบบผลประโยชน์ทางการเงินที่รัฐได้รับจากกิจการปิโตรเลียม ให้เหมาะสมกับลักษณะทรัพยากรของประเทศ โดยมีหลักคิดว่า หากแหล่งมีขนาดเล็กและต้นทุนพัฒนาสูง การกำหนดภาระทางการเงินมากเกินไปอาจทำให้โครงการไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน และทรัพยากรไม่ได้รับการพัฒนา
กรมฯ จึงศึกษารูปแบบที่ยืดหยุ่นขึ้น โดยแหล่งขนาดเล็กอาจมีภาระในระดับที่เอื้อต่อการลงทุน ขณะที่แหล่งขนาดใหญ่หรือมีศักยภาพสูง รัฐสามารถได้รับผลประโยชน์เพิ่มขึ้นตามความเหมาะสม
ขณะเดียวกัน กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติเดินหน้าเพิ่มโอกาสค้นพบทรัพยากรใหม่ควบคู่กัน ทั้งการเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมบนบกรอบที่ 25 ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางตอนบน ซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการเสนอผลต่อคณะรัฐมนตรี และการเตรียมผลักดันพื้นที่ทะเลอันดามันสำหรับการสำรวจปิโตรเลียม โดยมีบริษัทปิโตรเลียมหลายรายเข้ามาศึกษาข้อมูลทางธรณีวิทยาที่มีอยู่
ทั้งนี้ เป้าหมายสำคัญคือการนำทรัพยากรภายในประเทศมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า
“เราต้องการพัฒนาแหล่งในประเทศให้ได้มากที่สุด เพราะทรัพยากรในประเทศถูกกว่าการนำเข้ามาก หากมองถึงประโยชน์ของประชาชน ก็ต้องผลักดันให้สามารถพัฒนาในประเทศได้มากที่สุด” นายวรากรกล่าวทิ้งท้าย



