วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

'รัฐบาล' หวังจีดีพีไทยปีนี้โตได้เกิน 2.2% สูงกว่าสภาพัฒน์คาดการณ์ สั่งเร่งเครื่องดึงลงทุน

อนุทิน – เอกนิติ ประสานเสียงยังไม่พอใจถ้าเศรษฐกิจไทยปีนี้โตได้แค่ 2.2% หลังสภาพัฒน์ปรับคาดการณ์จีดีพีปีนี้โตเพิ่ม นายกฯย้ำเศรษฐกิจ “โอเค” แต่พอใจแค่นี้ไม่ได้ ยาหอมรองนายกฯเศรษฐกิจ ลั่ "เอกนิติ" กางตัวเลขไตรมาส 2 ผลจากเผชญวิกฤต 3 ระลอก ชูนโยบาย 3 ประสาน ประคอง-เปลี่ยนผ่าน-ลงทุน เร่งสร้างอนาคต

KEY POINTS

  • นายกฯ อนุทิน และ รมว.คลัง เอกนิติ ชี้ยังไม่พอใจต่อตัวเลขคาดการณ์จีดีพีปีนี้ที่ 2.2% โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยยังเติบโตได้สูงกว่านี้
  • รมว.คลัง ชี้ว่าต้องเร่งผลักดันการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงเปลี่ยนผ่าน สร้างงาน และช่วยปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ
  • แม้เศรษฐกิจไตรมาส 2 จะดีกว่าคาด แต่ยังเผชิญ 3 วิกฤตหลัก คือ พลังงาน ค่าครองชีพ และกำลังซื้อ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ต้องเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุน

เมื่อเวลา 23.00 น.วันที่ 17 ส.ค.ตามเวลาท้องถิ่นประเทศออสเตรเลีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ตอบคำถามสื่อมวลชนกรณีที่ที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปรับคาดการณ์ตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้จาก 2% เป็น 2.2% โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าตัวเลขเศรษฐกิจตอนนี้คงจะบอกว่าพอใจไม่ได้ เราอยากให้เศรษฐกิจโตมากกว่านี้ 


“ในเรื่องเศรษฐกิจตอนนี้ “โอเค” แต่เศรษฐกิจโตแค่ไหนไม่มีคำว่าพอใจ ตอนนี้ตัวเลขอยู่เท่านี้ต้องถามว่าทำไมเศรษฐกิจไม่โต 3% ทำไมไม่โต 4 5 6% โตมากขึ้นไปเรื่อยๆ มันมีคำว่าพอใจไม่ได้” นายอนุทิน กล่าว 
 

ผู้สื่อข่าวถามว่าท่านนายกรัฐมนตรีพอใจรองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า “ยิ่งกว่าพอใจอีก”
เมื่อถามนายเอกนิติว่าพอใจตัวเลขเศรษฐกิจปีนี้ที่สภาพัฒน์คาดว่าจะเติบโตประมาณ 2% หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่ายังไม่พอใจ เพราะมีเรื่องที่ต้องผลักดันเพิ่มเติมคือเรื่องการลงทุนที่เป็นเรื่องที่ต้องขับเคลื่อนเพิ่มเติมอยู่แล้วเพราะตอนนี้ถือว่าเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจไทยแล้วจึงต้องเร่งลงทุนเพิ่มขึ้น และหัวใจสำคัญในเรื่องของการลงทุนคือเราหยุดแค่นี้ไม่ได้ เราจะต้องทำให้การลงทุนนั้นมาช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทย และช่วยจ้างงานคนไทยให้อยู่ในซัพพลายเชนให้ได้ 


นายเอกนิติ ยังอธิบายว่าสถานการณ์เศรษฐกิจไทยว่าตัวเลขจีดีพีในไตรมาสที่ 2 ที่ขยายตัวได้ 1.9% ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ประมาณ 1.7%  ซึ่งตัวเลขนี้เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลมาถูกทางในการตัดสินใจออกพระราชกำหนด (พรก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาทซึ่งมีวัตถุประสง์เพื่อมาประคองเศรษฐกิจซึ่งในส่วนแรกได้ใช้ไปกับโครงการ

"ไทยช่วยไทย พลัส" ที่เริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายน และมีส่วนสำคัญในการช่วยพยุงไม่ให้เศรษฐกิจทรุดตัวลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่เพราะสามารถช่วยลดค่าครองชีพและเพิ่มการใช้จ่ายให้กับประชาชน 


รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลังกล่าวต่อว่าตัวเลขของจีดีพีในไตรมาสที่ผ่านมาสะท้อนและตอกย้ำว่าประเทศไทยเผชิญกับวิกฤต 3 ระลอก ที่กระทบต่อประเทศไทยอย่างชัดเจน ได้แก่
1.วิกฤตพลังงาน ที่ผลกระทบจากสงครามที่ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น และทำให้ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาขาดดุลในไตรมาสที่ 2 ถึง 17,000 ล้าน หรือประมาณ 600,000 ล้านบาท  ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปริมาณมากเพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าและการขนส่ง จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานโดยด่วน

2.วิกฤตค่าครองชีพ  เห็นได้จากอัตราเงินเฟ้อ (CPI) ในไตรมาสที่ 2 ปรับเพิ่มขึ้นจากติดลบเป็นบวก 2.7% จากที่เคยติดลบในไตรมาสแรก ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งสะท้อนต้นทุนพุ่งสูงถึงเกือบ 9% ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการ และ

และ 3.วิกฤตกำลังซื้อ ซึ่งสะท้อนผ่านตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลง โดยลดลงจาก 3.3% ในไตรมาสที่ 1 เหลือเพียง1.9% ในไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา ซึ่งการตัดสินใจออกมาตรการไทยช่วยไทยพลัสก็สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง


"ถ้าที่ผ่านมาเราไม่รีบทำรีบแก้ปัญหาวิกฤต 3 ระลอก ผลกระทบจะยิ่งแย่กว่านี้ แล้ววันนี้ก็ยังต้องรีบเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพราะสงครามยังไม่จบ ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลมากสะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยเปราะบางมาก ในเรื่องที่เราพึ่งพาน้ำมันกับก๊าซ ถ้าเราไม่เร่งทำ เร่งเปลี่ยนผ่านประเทศไทยก็จะพึ่งพาและขาดดุลมากขึ้น" นายเอกนิติ กล่าว


อย่างไรก็ตามในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้เศรษฐกิจไทยยังมีสัญญาณที่ดีจากการลงทุนที่เติบโตแบบตัวเลขสองหลัก (Double Digit) ถึง 13% ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องและสูงสุดในรอบ 13 ปี โดยเฉพาะการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลและ AI โดยตัวอย่างความสำเร็จจากการดึงดูดบริษัทชั้นนำที่เข้ามาลงทุนและมีการส่งออกเพิ่ม เช่น การลงทุนเทคโนโลยีการส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceiver)  อันดับ 1 ของโลกจากจีน ที่เข้ามาขยายการลงทุนในไทยเพิ่มที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งจะช่วยจ้างงานคนไทยเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 คน และมีความร่วมมือด้านการวิจัยกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีด้วย ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีที่มีการลงทุนจริงและไม่ใช่มีเพียงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เท่านั้น
รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลังกล่าวด้วยว่าแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้ว่าต้องมุ่งเน้นใน 3 ประเด็นหลัก

ได้แก่ 1.การประคองเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการเยียวยาเพื่อรักษาปัญหากำลังซื้อและปากท้องของประชาชน

2.เร่งเปลี่ยนผ่าน โดยปรับเปลี่ยนโครงสร้างเพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะด้านพลังงาน

และ 3.เร่งลงทุนเพื่อสร้างอนาคตของประเทศ โดยมุ่งเน้นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและนโยบายส่งเสริมการลงทุนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อให้การลงทุนจากต่างชาติกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายย่อย และแรงงานไทยได้อย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจให้ประโยชน์ตกอยู่กับเอสเอ็มอีไทยและคนไทย