นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2 ของปี 2569 ขยายตัวที่ 1.9% ซึ่งชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรกว่า ตัวเลขดังกล่าวใกล้เคียงกับที่กระทรวงการคลังได้คาดการณ์ไว้ โดยปัจจัยหลักมาจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา
ซึ่งวิกฤติความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ลุกลามสู่วิกฤติพลังงาน และดันราคาสินค้าให้สูงขึ้น ส่งผลให้เงินเฟ้อของไทยในไตรมาส 2 ดีดตัวขึ้นมาอยู่ที่ 2.7% จากที่เคยติดลบ 0.5% ในไตรมาสแรก เมื่อค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น จึงกดดันให้ตัวเลขการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลงเหลือ 1.9% จากเดิมโต 3.3% ในไตรมาสแรก
"หากปล่อยให้วงจรนี้ดำเนินต่อไปจะนำไปสู่วิกฤติปากท้อง และทำให้เศรษฐกิจหดตัว นี่จึงเป็นเหตุผลที่รัฐบาลต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉุกเฉินฯ เพื่อนำมาใช้ในโครงการ 'ไทยช่วยไทย พลัส' เพื่อพยุงกำลังซื้อ และลดค่าครองชีพของประชาชน โดยรัฐบาลจะประเมินผลลัพธ์ของเฟสแรกที่จะจบในไตรมาส 3 อีกครั้ง เพื่อพิจารณาการดำเนินโครงการต่อในไตรมาสสุดท้ายให้เกิดประโยชน์สูงสุด" นายเอกนิติ ระบุ
ขาดดุล 6 แสนล้าน ความจำเป็นเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
อีกหนึ่งตัวเลขที่สะท้อนจุดเปราะบางของเศรษฐกิจไทยคือ การพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระดับที่สูงมาก โดยในไตรมาส 2 ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยพลิกกลับมาขาดดุลถึง 1.76 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6 แสนล้านบาท จากที่เคยเกินดุล 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสแรก
จากสัญญาณเตือนดังกล่าว รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องเร่งผลักดัน "โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน" มูลค่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งครอบคลุมระบบโซลาร์รูฟท็อป โครงข่ายไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยถือเป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคตเพื่อลดความเปราะบางของประเทศ ไม่ใช่การกู้เงินเพื่อใช้จ่ายชั่วคราว แต่เป็นการสร้างสินทรัพย์ระยะยาว เพื่อลดการนำเข้าน้ำมัน ลดผลกระทบจากราคาพลังงานโลกผันผวน และปูทางสู่การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่
"เหตุการณ์สงครามในอิหร่านเป็นจุดเปลี่ยน และสัญญาณเตือนว่า ไทยไม่สามารถรอให้วิกฤติราคาพลังงานเกิดขึ้นต่อเนื่องแล้วจึงค่อยแก้ปัญหา"
"ลงทุนเอกชน-ส่งออก" พระเอกเศรษฐกิจไทย
แม้ภาพรวมจีดีพีจะชะลอตัว แต่เครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ทำงานได้โดดเด่นที่สุดในไตรมาสนี้คือ "การลงทุนภาคเอกชน" ที่ขยายตัวร้อนแรงถึง 13.4% ทำสถิติสูงสุดในรอบ 11 ปี และเป็นการเติบโตระดับเลขสองหลัก (Double Digit) ติดต่อกันจากไตรมาสแรกที่โต 10.1%
ทั้งนี้ แรงส่งสำคัญมาจากมาตรการ "Thailand Fast Pass" ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ช่วยดึงเม็ดเงินลงทุนจริงเข้าประเทศได้สูงถึง 2.55 แสนล้านบาท ในไตรมาส 2 โดยมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (S-Curve) เช่น อิเล็กทรอนิกส์, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), พลังงานสะอาด และการแปรรูปเกษตร
นอกจากนี้ ภาคการส่งออกสินค้า และบริการยังคงขยายตัวต่อเนื่องที่ 12.5% โดยมี "สินค้าอิเล็กทรอนิกส์" เป็นหัวหอกสำคัญที่เติบโตรับความต้องการของตลาดโลก ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ในไทย
ในมุมมองของต่างชาติที่จัดลำดับให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในดาวรุ่งของประเทศเกิดใหม่ที่สามารถคว้าโอกาสจาก ‘การปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่’ ของโลกรอบนี้ จึงมีความสำคัญมาก คำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะต้องวิ่งตามอุตสาหกรรมใหม่หรือไม่ คำถามที่สำคัญกว่าคือ ทำยังไงที่เราจะสามารถคว้าโอกาสให้ไทยเป็น Global Supply Chain เพื่อส่งต่อไปยังภาคอุตสาหกรรมในประเทศให้ได้จริง ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยเช่นกัน
"แม้ตัวเลข GDP ไตรมาสนี้อาจจะยังไม่ใช่ระดับที่น่าพอใจที่สุด แต่ก็เป็นการยืนยันว่ามาตรการประคองเศรษฐกิจของรัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว ขณะนี้เรากำลังอยู่ในช่วงเร่งประคองเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นช่วงรอยต่อ เพื่อให้เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่สามารถทำงาน และผลักดันให้ประเทศเติบโตได้เต็มศักยภาพ"
ซึ่งในระยะต่อไปรัฐบาลกำลังเตรียมแผนปรับโครงสร้าง และฟื้นฟูเศรษฐกิจ ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว และนำไปสู่ผู้ประกอบการ SMEs และทุกภาคส่วนให้ก้าวข้ามผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ไปด้วยกัน
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์



