วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

ร่วมออกแบบกลไกจัดการราคารับซื้อข้าวโพด สู่เป้าหมาย'รายได้เกษตรกร-ห่วงโซ่การผลิต’อยู่รอด

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าเกษตรต้นทาง แต่เป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ซึ่งเชื่อมโยงต่อเนื่องไปยังภาคปศุสัตว์ ทั้งสุกร ไก่เนื้อ ไก่ไข่ และสัตว์น้ำ ก่อนจะส่งต่อไปถึงผู้บริโภคและตลาดส่งออก

ดังนั้น การกำหนดราคารับซื้อจึงควรพิจารณาบนพื้นฐานของข้อมูลที่รอบด้าน และต้องคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่ ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะต้นทุนหรือรายได้ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2569ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) มีมติชะลอการกำหนดราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูกาลใหม่ที่ 9.97 บาทต่อกิโลกรัม(กก.) จากเดิม 9.80 บาทต่อกก. โดยให้คงราคารับซื้อเดิมไว้จนถึงสิ้นเดือนส.ค. เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปทบทวนข้อมูลและข้อเสนออีกครั้ง

การที่ที่ประชุมยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ สะท้อนให้เห็นว่าประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงที่ “ราคาจะเพิ่มขึ้นเท่าไร” แต่คือ ข้อมูลพื้นฐานที่นำมาใช้ประกอบการกำหนดราคา โดยเฉพาะตัวเลขต้นทุนและรายได้ของเกษตรกร ซึ่งยังมีความแตกต่างกันระหว่างข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กับข้อมูลจากภาคเกษตรกร

ดังนั้น การให้ สศก. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้แทนจากภาคเอกชนที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิต เข้ามาร่วมทบทวนข้อมูลอีกครั้ง จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ตัวเลขที่ทุกฝ่ายสามารถยอมรับร่วมกันได้ และเป็นฐานในการกำหนดราคาที่มีความเป็นธรรมและตรวจสอบได้

เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้จึงไม่ใช่การเร่งสรุปว่าตัวเลขใดถูกหรือผิด แต่คือการทำให้ข้อมูลต้นทุน ผลตอบแทน และปัจจัยที่เกี่ยวข้องมีความชัดเจน เพื่อให้การตัดสินใจของภาครัฐเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

เกษตรกรมีกำไรแต่ต้องมองทั้งห่วงโซ่

จุดยืนของผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยมีความชัดเจนว่า เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดต้องได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมและมีกำไรจากการประกอบอาชีพ เพราะความเข้มแข็งของเกษตรกรคือพื้นฐานสำคัญของความมั่นคงด้านวัตถุดิบอาหารสัตว์และระบบอาหารของประเทศ

แต่เหนือไปกว่าตัวเลข 9.80 บาท หรือ 9.97 บาท ยังมีอีกประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ ความเสถียรของราคารับซื้อ

หากภาครัฐมีนโยบายกำหนดราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในลักษณะ “ราคาเดียวตลอดทั้งปี” ตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์ หลักการสำคัญไม่ได้อยู่เพียงที่การประกาศตัวเลขราคา แต่ต้องสามารถทำให้ราคาดังกล่าวมีเสถียรภาพตลอดทั้งปีด้วย

“ประสบการณ์ในปีที่ผ่านมา แม้จะมีการกำหนดราคารับซื้อไว้ที่ 9.80 บาทต่อกก. แต่ในช่วงปลายฤดูผลผลิต ตั้งแต่ประมาณเดือนก.พ.- มิ.ย. ราคาตลาดกลับปรับตัวสูงขึ้นไปถึงประมาณ 13 บาทต่อกก. สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนของผู้ใช้ข้าวโพด โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กและเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ซื้อวัตถุดิบไปผสมอาหารสัตว์เอง” 

เมื่อราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนก็ไม่ได้หยุดอยู่ที่โรงงานอาหารสัตว์ แต่ส่งต่อไปยังต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ทั้งระบบ และท้ายที่สุดย่อมกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและราคาสินค้าที่ผู้บริโภคต้องจ่าย

ราคาเดียวทั้งปีต้องสะท้อนเสถียรภาพจริง

กรณีดังกล่าวจึงเป็นบทเรียนสำคัญว่า การกำหนด “ราคาเดียวทั้งปี” ไม่ควรจบเพียงการประกาศราคา แต่ต้องมาพร้อมกับกลไกบริหารจัดการอุปสงค์ อุปทาน การนำเข้า และการกระจายผลผลิตที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ราคามีเสถียรภาพตามนโยบายที่กำหนดไว้

ความท้าทายอยู่ที่การทำให้ “ราคาที่ประกาศ” กับ “ราคาที่เกิดขึ้นจริง” สอดคล้องกัน

หากกระทรวงพาณิชย์ยังคงเลือกใช้แนวทาง “ราคาเดียวทั้งปี” สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กันจึงมีอย่างน้อย 2 เรื่อง คือ

1. ราคาที่ประกาศต้องอยู่บนฐานข้อมูลที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน ทั้งข้อมูลต้นทุนของเกษตรกร ผลผลิต ความต้องการใช้ และสถานการณ์ตลาด

2. ต้องมีกลไกที่สามารถดูแลให้ราคามีเสถียรภาพตลอดทั้งปี ไม่ใช่กำหนดราคาไว้หนึ่งตัวเลข แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายฤดูผลผลิต ราคาตลาดกลับปรับสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจนสร้างภาระให้กับผู้ใช้วัตถุดิบ

เพราะหากต้องการให้ระบบ “ราคาเดียวทั้งปี” เกิดขึ้นจริง กระทรวงพาณิชย์ย่อมต้องมีความสามารถในการบริหารจัดการไม่ให้เกิดความผันผวนเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา นี่จึงเป็น ความท้าทายและความรับผิดชอบสำคัญของภาครัฐ

เป้าหมายทั้งระบบเดินต่อได้

ทั้งนี้ การดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญ และการทำให้เกษตรกรมีรายได้และกำไรที่เหมาะสมควรเป็นหนึ่งในเป้าหมายของนโยบาย แต่ในขณะเดียวกัน นโยบายราคาข้าวโพดต้องไม่มองแยกออกจากอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และภาคปศุสัตว์ เพราะทุกส่วนเชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่เดียวกัน

“การทบทวนตัวเลขโดย สศก. ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เกษตรกร และผู้แทนจากภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นโอกาสที่จะทำให้เกิดข้อมูลชุดเดียวที่ทุกฝ่ายเชื่อถือได้ และนำไปสู่ราคาที่สะท้อนข้อเท็จจริงและมีความเป็นธรรม”

ดังนั้นคำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า “ข้าวโพดควรรับซื้อที่กี่บาทต่อกิโลกรัม” แต่คือ “จะออกแบบระบบราคาอย่างไรให้เกษตรกรมีรายได้ที่เหมาะสม ขณะที่ผู้ใช้วัตถุดิบสามารถบริหารต้นทุนได้ และราคามีเสถียรภาพตลอดทั้งปี”

หากกระทรวงพาณิชย์ยังยืนยันแนวทาง “ราคาเดียวทั้งปี” สิ่งที่ทุกภาคส่วนคาดหวังจึงไม่ใช่เพียงตัวเลขราคาที่เหมาะสม แต่คือความสามารถในการบริหารจัดการให้ราคาที่ประกาศสามารถเกิดขึ้นได้จริงตลอดทั้งปี เพราะความเป็นธรรมของระบบ ไม่ได้วัดจากการดูแลฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้ได้ราคาที่ดีที่สุด แต่ต้องทำให้ เกษตรกร ผู้เลี้ยงสัตว์ และผู้บริโภค สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืนตลอดทั้งห่วงโซ่

ร่วมออกแบบกลไกจัดการราคารับซื้อข้าวโพด    สู่เป้าหมาย'รายได้เกษตรกร-ห่วงโซ่การผลิต’อยู่รอด