วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘ศุภจี’ ชี้สัญญาณบวกภาษีทรัมป์ ยืนยันไร้แลกข้อตกลงทหาร

“พาณิชย์” มั่นใจเจรจาภาษีทรัมป์สัญญาณบวก หลังได้รับยกเว้นภาษีแล้ว 72% ปฏิเสธข่าวไทยแลกเงื่อนไขการทหารเพื่อแลกกับการเจรจาภาษีสหรัฐ ยึดหลักกรอบการค้า-ชูการลงทุนเอกชน

KEY POINTS

  • รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันสินค้าไทยได้รับการยกเว้นภาษีจากสหรัฐ แล้ว 72% และมีกำหนดเดินทางไปเจรจาทางเทคนิคเพิ่มเติมในช่วงปลายเดือนส.ค.2569 เพื่อเจรจาให้สินค้าที่เหลืออีก 28% ได้รับอัตราภาษีต่ำที่สุด
  • ไทยได้ชี้แจงข้อกังวลของสหรัฐ ใน 2 ประเด็นหลักคือ ประเด็นแรงงานภาคบังคับ ซึ่งไทยกำลังร่าง พ.ร.บ. เสนอต่อรัฐสภาในปี 2570 และประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน ซึ่งชี้แจงว่าอุตสาหกรรมไทยไม่เข้าข่ายตามข้อกังวล
  • ยืนยันอย่างชัดเจนว่าไม่มีการนำเงื่อนไขด้านการทหาร ไปแลกเปลี่ยนในการเจรจาการค้ากับสหรัฐ ตามที่มีกระแสข่าว
  • ชี้แจงว่าความร่วมมือทางการทหารเป็นกรอบความร่วมมือปกติที่มีอยู่แล้ว โดยการเจรจาการค้าจะมุ่งเน้นการรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นหลัก และใช้การลงทุนของเอกชนไทยในสหรัฐ เป็นองค์ประกอบเสริมเพื่อแสดงความจริงใจในการช่วยลดปัญหาขาดดุลการค้าของสหรัฐ

สหรัฐเดินหน้ามาตรการภาษีเพื่อตอบโต้การค้ากับคู่ค้าทั่วโลก โดยประกาศอัตราภาษีตามมาตรา 301 เมื่อวันที่ 24 ก.ค.2569 กรณีไม่กำหนด และบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานภาคบังคับใน 60 ประเทศ และไทยถูกเก็บอัตราสูงสุด 12.5%

สำหรับมาตรการล่าสุดของสหรัฐนำมาใช้หลังศาลฎีกาสหรัฐวินิจฉัยว่าการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าตามการใช้อำนาจประธานาธิบดีภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ไม่ชอบด้วยกฎหมายเมื่อวันที่ 24 ก.พ.2569 ซึ่งครั้งนั้นสหรัฐประกาศอัตราภาษีตอบโต้ไทยที่ 36%

รวมทั้งที่ผ่านมาทีมไทยแลนด์เจรจาภาษีกับสหรัฐต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2568 และล่าสุดอยู่ในขั้นตอนเจรจากับสหรัฐเรื่องความตกลง Agreements on Reciprocal Tariff (ART) โดยมีเป้าหมายไม่ให้อัตราของไทยแตกต่างจากประเทศคู่แข่งจนเกินไป

รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์เตรียมความพร้อมในการเจรจา 2 ประเด็นหลัก ซึ่งเป็นประเด็นที่สหรัฐให้ความสำคัญกับไทย 2 เรื่อง คือ

1.ความคืบหน้า Human Rights Due Diligence (HRDD) หรือการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานเพื่อป้องกันการใช้แรงงานบังคับ ซึ่งไทยยังไม่มีบทบัญญัติกฎหมายบังคับใช้โดยตรง

ทั้งนี้ ประเด็นแรงงานภาคบังคับตามมาตรา 301 สหรัฐต้องการให้ไทยมีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานภาคบังคับ ซึ่งไม่ใช่การกล่าวหาว่าไทยใช้แรงงานภาคบังคับ โดยแจ้งสหรัฐว่าไทยกำลังร่าง พ.ร.บ.และมีแผนเสนอต่อรัฐสภาปี 2570

2.ประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ซึ่งสหรัฐติดตามผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลกระยะยาว ซึ่งไทยชี้แจงสหรัฐถึงภาคอุตสาหกรรมไทยมีอัตราการใช้กำลังผลิตระดับเหมาะสม 70-90% และไม่มีอุตสาหกรรมใดต่ำกว่า 60% ตามที่ถูกกล่าวอ้าง จึงไม่เข้าข่ายตามข้อกังวลของสหรัฐ แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าสหรัฐจะประกาศผลการไต่สวนเมื่อใด

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาไทยได้รับยกเว้นภาษีแล้วคิดเป็น 72% ของรายการสินค้าทั้งหมดครอบคลุมสินค้าเกษตร อาหาร อิเล็กทรอนิกส์ สินค้าอุตสาหกรรม วัตถุดิบ อากาศยาน อุปกรณ์การแพทย์ และสินค้าอื่นๆ ถือเป็นผลสำเร็จสำคัญของการเจรจาที่ช่วยลดผลกระทบต่อภาคส่งออก

“พาณิชย์” ลุยเจรจารายการเว้นภาษีเพิ่ม

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์มีกำหนดการเดินทางไปเจรจาทางเทคนิคที่สหรัฐในช่วงปลายเดือนส.ค.2569 เพื่อสรุปผลให้แล้วเสร็จ โดยปัจจุบันสินค้าไทยได้รับการยกเว้นภาษีจากสหรัฐแล้วประมาณ 72% ทั้งจากมาตรการตามมาตรา 301 ล็อตแรก และมาตรา 232 โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตรและอิเล็กทรอนิกส์

ส่วนสินค้าที่เหลืออีก 28% ที่ยังคงต้องเสียภาษีอยู่นั้น กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างเตรียมข้อมูลรายละเอียดเพื่อใช้เจรจาเพิ่มเติมให้ไทยได้รับอัตราภาษีที่ต่ำที่สุด

นอกจากนี้ ไทยยังได้ชี้แจงสร้างความเข้าใจกับฝ่ายสหรัฐว่า ยอดการเกินดุลการค้าที่ไทยได้รับนั้น อย่างน้อย 30% เกิดจากการส่งออกของบริษัทสัญชาติอเมริกันที่เข้ามาตั้งฐานการผลิต และลงทุนในประเทศไทยเอง

ทั้งนี้ ปัจจุบันภาคเอกชนไทยเข้าไปลงทุนในสหรัฐแล้วเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์ ช่วยสร้างงานเป็นจำนวนมาก และอยู่ระหว่างเตรียมลงทุนเพิ่มอีกกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการพิจารณาความสัมพันธ์การค้าระหว่างกันไม่ควรมองเพียงมิติการขายสินค้าเพียงอย่างเดียว

ยืนยันไม่เจรจาแลกข้อตกลงทหาร

สำหรับกรณีสื่อต่างประเทศที่ระบุว่า ไทยนำเงื่อนไขด้านการทหารไปแลกเปลี่ยนในการเจรจาการค้ากับสหรัฐ โดยนางศุภจียืนยันสอดคล้องกับโฆษกรัฐบาลว่า ไทยไม่มีการทำเช่นนั้นอย่างแน่นอน

ทั้งนี้ เนื่องจากความร่วมมือทางการทหารเป็นกรอบความร่วมมือปกติที่มีอยู่แล้ว การเจรจาทางการค้านั้นยึดโยงเรื่องการรักษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีระหว่างกันให้เกิดความสมดุลสูงสุดเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยได้นำกรอบความร่วมมือด้านอื่นมาเป็นองค์ประกอบเสริม เพื่อแสดงความจริงใจในการร่วมลดปัญหาการขาดดุลการค้าของสหรัฐ โดยมุ่งเน้นการใช้การลงทุนของภาคเอกชนไทยในสหรัฐ เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ

 

 

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์