วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

กรมการค้าต่างประเทศ - สสว. จัด “Thai Tapioca Nexus 2026” ดันมูลค่าการค้ากว่า 2,600 ล้านบาท

กรมการค้าต่างประเทศ ร่วมกับ สสว. จัดงาน “Thai Tapioca Nexus 2026 : มันสำปะหลังไทย เชื่อมความเชื่อมั่นสู่สากล” เร่งยกระดับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทย ดันผลผลิต-ชูจุดแข็งสินค้าเพื่อสุขภาพ ตอบโจทย์ตลาดโลก ดันมูลค่าการค้ากว่า 2,600 ล้านบาท ด้านสมาคมแป้งมันฯ เร่งยกระดับอุตสาหกรรม สร้างความมั่นคงวัตถุดิบ ดันไทยรักษาแชมป์ส่งออกโลก

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า งาน “Thai Tapioca Nexus 2026” เป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ SMEs ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และคู่ค้าจากต่างประเทศ มาร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และมุมมองด้านการตลาด ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือและต่อยอดโอกาสทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งรักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ควบคู่กับการสร้างสมดุลการส่งออก

ในโลกการค้ายุคใหม่ คู่ค้าไม่ได้สนใจเพียงคุณภาพของสินค้า แต่ยังให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความโปร่งใส ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นหัวใจของการสร้างความไว้วางใจทางการค้าในระยะยาว ประเทศไทยจึงมีศักยภาพในการต่อยอดจุดแข็งด้านการผลิต การแปรรูป เทคโนโลยี และระบบมาตรฐาน ไปสู่ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังมูลค่าสูง ที่ตอบโจทย์ตลาดโลกและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ควบคู่กับการขับเคลื่อนตามแนวทาง “BCG Model” (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลด Carbon Footprint และสนับสนุนการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน

กรมการค้าต่างประเทศมุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยภายใต้แนวคิด“ต่อยอดคุณค่า สู่อนาคตที่ยั่งยืน” ผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ คือ คุณภาพนำ-ความเชื่อมั่นหนุน-นวัตกรรมขับเคลื่อน (Quality-Confidence-Innovation) โดยยกระดับคุณภาพและมาตรฐาน สร้างความไว้วางใจด้วยระบบที่ตรวจสอบได้ โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ พร้อมใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของมันสำปะหลังไทยในตลาดโลกอย่างยั่งยืน

กรมการค้าต่างประเทศ - สสว. จัด “Thai Tapioca Nexus 2026” ดันมูลค่าการค้ากว่า 2,600 ล้านบาท

“งานครั้งนี้มีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 300 ราย รวมถึงผู้นำเข้าจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และฮ่องกง ซึ่งล้วนเป็นตลาดสำคัญที่มีศักยภาพในการนำผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทยไปต่อยอดในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยภายในงาน ได้มีการจัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจจำนวนประมาณ 60 คู่ ซึ่งคาดว่าการจัดงานครั้งนี้จะก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างน้อย 2,600 ล้านบาท พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงคู่ค้ารายใหม่ ขยายตลาด และเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลกได้มากขึ้น” นางอารดา กล่าว

นางอารดา กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นการต่อยอดแผนส่งเสริมตลาดเชิงรุกของกรมการค้าต่างประเทศในตลาดสำคัญอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเจรจากับผู้นำเข้า ณ เมืองฟุกุโอกะ และกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น การจับคู่ธุรกิจ ณ นครฉงชิ่ง ประเทศจีน การเปิดตลาดผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงในเยอรมนี การรักษาผลประโยชน์ทางการค้าในสหรัฐอเมริกาซึ่งสินค้าแป้งมันสำปะหลังไทยยังคงได้รับสิทธิยกเว้นภาษีตามมาตรา 301 ในอัตรา 0% ตลอดจนการผลักดันการใช้มันสำปะหลังไทยในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

สำหรับสถานการณ์การค้ามันสำปะหลังไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 (ม.ค. – มิ.ย.) มีปริมาณการค้ารวม 2.52 ล้านตัน มูลค่า 38,003.15 ล้านบาท แม้การส่งออกจะชะลอตัวลงจากข้อจำกัดด้านปริมาณวัตถุดิบและการแข่งขันด้านราคาจากสินค้าทดแทนอย่างข้าวโพดในตลาดโลก แต่กรมการค้าต่างประเทศคาดการณ์ว่าภาพรวมการส่งออกในช่วงที่เหลือของปี 2569 มีแนวโน้มทยอยปรับตัวดีขึ้น ตามภาวะอุปสงค์ในตลาดคู่ค้าสำคัญ ประกอบกับการบริหารจัดการด้านวัตถุดิบและการปรับตัวของผู้ประกอบการให้สอดคล้องกับภาวะตลาด

กรมการค้าต่างประเทศ - สสว. จัด “Thai Tapioca Nexus 2026” ดันมูลค่าการค้ากว่า 2,600 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน กรมฯ จะเดินหน้าขับเคลื่อนแผนส่งเสริมการตลาดเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ทั้งการรักษาฐานคู่ค้า ขยายตลาดศักยภาพ และผลักดันการใช้ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังไทยในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยในระยะยาว

Thai Tapioca Nexus 2026 จึงไม่ใช่เพียงเวทีเชื่อมโยงเครือข่ายทางธุรกิจ แต่เป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยจากสินค้าเกษตรสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เชื่อมศักยภาพของไทยเข้ากับโอกาสของตลาดโลก ขับเคลื่อนด้วย “คุณภาพ–ความเชื่อมั่น–นวัตกรรม” พร้อมตอกย้ำประเทศไทยในฐานะ “พันธมิตรทางการค้าที่ทั่วโลกไว้วางใจ” และมุ่งสร้างการเติบโตร่วมกับคู่ค้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ดร.ดุสิต พิทยาธิคุณ นายกสมาคมแป้งมันสำปะหลังไทย กล่าวว่า ความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยในปัจจุบัน คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและผู้ประกอบการในระยะยาว โดยทุกภาคส่วนจำเป็นต้องปรับแนวทางการดำเนินงานไปสู่การพัฒนาที่มีความรับผิดชอบและยั่งยืน (Responsible and Sustainable)

แม้ว่าประเทศไทยจะเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ทั้งแป้งมันสำปะหลังและแป้งดัดแปรอันดับหนึ่งของโลก แต่ที่ผ่านมา ห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยังพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นจำนวนมาก กระทั่งเกิดปัญหาการหยุดชะงักของอุปทานจากหลายปัจจัย ทั้งสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา นโยบายการแปรรูปสินค้าในประเทศของลาว และการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังในประเทศไทย ส่งผลให้ปริมาณวัตถุดิบลดลง ต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้น และกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม

ปัจจุบัน สมาคมแป้งมันสำปะหลังไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างผลักดันแนวทางสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบภายในประเทศ หรือ Self-Sufficiency โดยตั้งเป้าดำเนินการภายในระยะเวลา 4 ปี ผ่านการยกระดับอุตสาหกรรมตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน

แนวทางสำคัญประกอบด้วย การพัฒนาและกระจายพันธุ์มันสำปะหลังที่ทนทานต่อโรคและสภาพแห้งแล้ง ร่วมกับมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย การเพิ่มผลผลิตเฉลี่ยจาก 2.8 ตันต่อไร่เป็น 5 ตันต่อไร่ ผ่านการปรับปรุงดิน การใช้เครื่องจักร และเทคโนโลยี IoT ตลอดจนการยกระดับมาตรฐานการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทั้งด้านการใช้แรงงานที่ถูกต้อง การป้องกันการใช้แรงงานเด็ก และการเตรียมความพร้อมรองรับมาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เช่น กฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป (EUDR)

นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น เหง้ามันสำปะหลัง มาผลิตเป็นไบโอชาร์เพื่อใช้ปรับปรุงคุณภาพดิน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก

ดร.ดุสิต กล่าวว่า แม้ว่าราคาสินค้าต่อหน่วยอาจไม่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามปริมาณผลผลิต แต่หากเกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้ ก็จะช่วยให้มีรายได้รวมเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกรและอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยในระยะยาว