วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม 2569

Login
Login

‘เอกนิติ’ ปักธงพาไทยสู่ประเทศรายได้สูงใน 12 ปี ชี้กินบุญเก่ามานาน หนุนลงทุนเพื่ออนาคต

“เอกนิติ” โชว์วิสัยทัศน์นำไทยข้ามพ้นกับดักรายได้ปานกลางภายใน 12 ปี พร้อมเป้าหมายรัฐบาล 4 ปี เร่งดึงดูดการลงทุนภาคเอกชน ยกระดับความสามารถการแข่งขันติด 20 อันดับแรกของโลก เลิกพึ่งพาอุตสาหกรรมเดิม เน้นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ ผ่านยุทธศาสตร์ 5 เป้าหมายการคลัง

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในงานสัมมนาวิชาการของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด "FPO's New Horizons: Data in Depth, Reshape Fiscal Policy" (FPO Symposium 2026) ว่า กระทรวงการคลัง ตั้งเป้าหมายระยะยาว 12-15 ปีข้างหน้า ว่าจะนำพาประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง และก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูง

อย่างไรก็ดี ภายใต้กรอบอายุรัฐบาล 4 ปี กระทรวงการคลังได้วางหมุดหมายระยะสั้นที่เป็นรูปธรรมและวัดผลได้ โดยตั้งเป้าผลักดันศักยภาพการเติบโตของจีดีพี (Potential GDP Growth) ให้มากกว่า 3% ขึ้นไป จากปัจจุบันที่ 2.8% - 2.9%

นอกจากนี้ ยังตั้งใจดึงดูดการลงทุนจากภาครัฐและภาคเอกชนทั้งไทยและต่างชาติ ให้ขึ้นมาอยู่ที่ 30% ของจีดีพี จากปัจจุบันที่ 23% ของจีดีพี โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและแรงงาน พร้อมยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จากปัจจุบันที่อันดับ 26 ของโลก ให้อยู่ใน 20 อันดับแรกหรือ TOP 20 ของโลก ตามการประเมินของ IMD และ WEF

“เราต้องมีความฝัน ถ้าเราไม่ตั้งเป้าแล้วบอกว่าเศรษฐกิจไทยจะโตอย่างยั่งยืน โตอย่างพอเพียง โตอย่างมีคุณภาพอะไรอย่างนี้ คือภาพมันลอยจับต้องไม่ได้ เราต้องตั้งเป้าให้ชัด เพราะเมื่อทุกคนมีเป้าที่ชัดเจนร่วมกัน เราก็จะช่วยกันเดินได้”

เลิกกิน “บุญเก่า” หันลงทุนอุตสาหกรรมใหม่

นายเอกนิติ ยังกล่าวด้วยว่า โลกปัจจุบันแตกขั้วและขัดแย้งสูง ทำให้ไทยได้รับประโยชน์จากการเป็นพื้นที่ปลอดภัย เป็นกลาง และค้าขายได้กับทุกฝ่าย รวมถึงมีวัตถุดิบพร้อม และมีโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่ดี ซึ่งไทยต้องใช้โอกาสนี้ในการดึงดูดการลงทุนเข้ามาให้ได้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลัง “กินบุญเก่า” จากการลงทุนในอดีต เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ดั้งเดิมและปิโตรเคมีที่ย้ายฐานการผลิตเข้ามาในช่วงที่มีข้อตกลงพลาซา (Plaza Accord) เมื่อปี 2528 รวมถึงอานิสงส์จากการลงทุนในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

ด้วยเหตุนี้ ไทยต้องเปลี่ยนผ่านและสร้าง “บุญใหม่” ด้วยการดึงดูดการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ เอไอ, เซมิคอนดักเตอร์, ออปติคัลทรานสซีฟเวอร์, ดาต้าเซ็นเตอร์, ยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีหุ่นยนต์  

ภายใต้กลยุทธ์การลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) รูปแบบใหม่ ที่บังคับให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่แรงงานและธุรกิจรายย่อยของไทยอย่างแท้จริง

5 เป้าหมายการคลัง เคลื่อนประเทศสู่ขอบฟ้าใหม่

เพื่อให้วิสัยทัศน์เกิดขึ้นได้จริง กระทรวงการคลังได้พัฒนาเครื่องมือเชิงนโยบายภายใต้กรอบการขับเคลื่อน 5 เป้าหมายเพื่อปิดช่องว่างและทลายกับดักข้อจำกัดด้านงบประมาณและหนี้สาธารณะของรัฐ

  1. Target ตรงเป้า: ปรับการใช้จ่ายงบประมาณที่จำกัดให้คุ้มค่า ตรงเป้าหมาย เลิกการแจกเงินแบบไม่มีเงื่อนไข แต่เน้นเพิ่มศักยภาพให้ประชาชน
     
  2. Transition เปลี่ยนผ่าน: สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานและเทคโนโลยีเพื่อรองรับแรงกระแทกจากวิกฤตการณ์โลก เช่น นโยบาย Direct PPA ซื้อขายไฟสะอาดโดยตรง
     
  3. Transform ปฏิรูปยกระดับ: เน้นการลงทุนเชิงรุกในทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาทักษะสมัยใหม่ (Skill Bridge) ควบคู่กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่
     
  4. Transparency โปร่งใส: การปฏิรูปการทำงานของหน่วยงานจัดเก็บภาษีและระบบงบประมาณด้วยข้อมูลที่แม่นยำและระบบดิจิทัล เพื่อเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส
     
  5. Together ร่วมมือ: ดึงเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเทศผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) และกลไก PPP เนื่องจากภาครัฐไม่สามารถลงทุนฝ่ายเดียวได้ทั้งหมด

“เราต้องทำร่วมกันทั้งรัฐและเอกชน เพราะถ้าเราไม่ลุกขึ้นมาทำวันนี้ มันก็จะมีแต่ถอยหลัง ผมเชื่อว่าตัวผม และคนไทยอีกหลายๆ คน อยากเห็นประเทศไทยดีขึ้น มาร่วมกันทำ จะได้ช่วยนำพาประเทศสู่ขอบฟ้าใหม่อย่างแท้จริง” นายเอกนิติกล่าว