GC ปรับเกมรับโลกผันผวนถาวร ชี้ธุรกิจต้องเลิกถามวิกฤติจะจบเมื่อไร วางโรดแมป 3 ปี ยกระดับขีดความสามารถสู่ Top 10 โลก รุกอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ดึงพันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลกเสริมทัพ ไม่กลับไปขาดทุนอีกอย่างน้อยในรอบ 2 ปีนี้
KEY POINTS
- GC ปรับกลยุทธ์รับมือความผันผวน โดยไม่รอให้สถานการณ์โลกดีขึ้น แต่มุ่งสร้างความแข็งแกร่ง และความยืดหยุ่นจากภายในที่ควบคุมได้ เช่น การปรับใช้แหล่งวัตถุดิบที่หลากหลายเพื่อรักษาอัตราการผลิตให้สูงกว่าคู่แข่ง
- รื้อโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอครั้งใหญ่ ตั้งเป้าภายในปี 2030 จะลดสัดส่วนสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) เหลือ 70% และเพิ่มสินค้ามูลค่าสูงกลุ่ม Specialty & Bio เป็น 30% เพื่อลดผลกระทบจากวัฏจักรราคา
- มุ่งสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเจาะตลาด EV, อิเล็กทรอนิกส์ และเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมขยายธุรกิจ Bio-Refinery โดยเฉพาะเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ที่มีแผนเพิ่มกำลังการผลิตขึ้น 4 เท่า
- เปลี่ยนแนวทางการลงทุนจากการทำเองทั้งหมดมาสู่การสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Partnering) เช่น การเจรจาตั้ง Joint Venture กับ SCGC เพื่อแบ่งปันความเสี่ยง และเร่งการเติบโต
- หลังผลประกอบการไตรมาส 2 มีกำไรกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท และเชื่อว่าได้ผ่านจุดต่ำสุดของวัฏจักรแล้ว บริษัทได้ตั้งเป้าหมายชัดเจนว่าจะไม่กลับไปขาดทุนอีกเป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี
นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC กล่าวว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ความผันผวนทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็น New Normal ที่ภาคธุรกิจต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับความไม่แน่นอนให้ได้
ที่ผ่านมา GC เผชิญแรงกระทบต่อเนื่องจากทั้งสงครามในตะวันออกกลาง สงครามการค้า และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกตลอดช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา แต่บริษัทมองว่าไม่ควรดำเนินธุรกิจบนสมมติฐานว่า สงครามจะจบเมื่อไรหรือราคาจะกลับมาเป็นขาขึ้นเมื่อไร
“เราไม่ทำธุรกิจบนพื้นฐานความคาดหวังว่าราคาจะขึ้น หรือสงครามจะจบ แต่เราต้องทำในสิ่งที่เราควบคุมได้คือวางรากฐานบริษัทให้แข็งแรง มี Resilience และสามารถอยู่กับความผันผวนได้”
จุดแข็งสำคัญของ GC คือ โครงสร้างธุรกิจที่มีความยืดหยุ่น และการบูรณาการสายการผลิตสูง สามารถเลือกใช้วัตถุดิบได้หลากหลายทั้งก๊าซ และของเหลว ทำให้เมื่อเกิดเหตุการณ์กระทบเส้นทางขนส่ง เช่น วิกฤติทะเลแดง บริษัทสามารถปรับสัดส่วนวัตถุดิบจากแหล่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่กระทบต่อการเดินเครื่องโรงงาน
ความยืดหยุ่นดังกล่าวทำให้อัตราการใช้กำลังการผลิตของ GC ยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของคู่แข่งในภูมิภาค และเป็นหนึ่งในฐานสำคัญของการสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
รื้อพอร์ตครั้งใหญ่ สู่สมดุลใหม่ 70:30
หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญคือ การปรับโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอ จากเดิมที่ธุรกิจส่วนใหญ่ยังอยู่ในกลุ่มสินค้า Commodity ซึ่งเผชิญความผันผวนของวัฏจักรปิโตรเคมี ไปสู่สินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และมีความแตกต่างทางเทคโนโลยีมากขึ้น
เป้าหมายภายในปี 2030 คือ การปรับพอร์ตให้มีสินค้า Commodity ราว 70% โดยเน้นผลิตภัณฑ์ที่มีต้นทุนแข่งขันได้สูง มีความยืดหยุ่น และมีความมั่นคงด้านวัตถุดิบ ขณะที่อีก 30% จะเป็น Specialty & Bio ซึ่งเน้นนวัตกรรม เทคโนโลยี และโซลูชันเพื่อความยั่งยืน
ปัจจุบัน GC มีสัดส่วนธุรกิจน้ำมัน และปิโตรเคมีใกล้เคียงกันราว 50:50 และบางช่วงสัดส่วนปิโตรเคมีอยู่ในระดับปลาย 40% โดยบริษัทอยู่ระหว่างศึกษาจังหวะการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างพอร์ตให้เหมาะสมกับวัฏจักรธุรกิจ และผลตอบแทนจากการลงทุน
จับ EV-อิเล็กทรอนิกส์-เซมิคอนดักเตอร์
GC มองว่าอุตสาหกรรมแห่งอนาคต จะเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพในการสร้างการเติบโตระยะยาว โดยเฉพาะ EV อิเล็กทรอนิกส์ และเซมิคอนดักเตอร์
สำหรับตลาด EV บริษัทไม่ได้มองเพียงการผลิตวัสดุทั่วไป แต่ต้องการเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่ที่มีมูลค่าเพิ่ม เช่น สารเคลือบผิว วัสดุคอมโพสิต และสารเคมีที่ใช้ในแบตเตอรี่
ขณะที่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และเซมิคอนดักเตอร์ต้องการสารเคมีที่มีความบริสุทธิ์ และคุณภาพสูง ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่ GC สามารถต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านเคมีภัณฑ์ และเทคโนโลยี Downstream ได้
อย่างไรก็ตาม GC ไม่ได้เลือกที่จะลงทุนทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่จะใช้กลยุทธ์ Partnering โดยมองหาพันธมิตรระดับโลกที่มีทั้งเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และฐานตลาด เพื่อเร่งการเข้าสู่ธุรกิจใหม่โดยลดความเสี่ยงด้านเงินลงทุน และระยะเวลาในการพัฒนาตลาด
เร่ง Bio-Refinery ดัน SAF ขยายกำลังผลิต 4 เท่า
อีกหนึ่งเสาหลักของพอร์ตใหม่คือ ธุรกิจ Bio โดยเฉพาะ Bio-Refinery และเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ SAF (Sustainable Aviation Fuel) ทั้งนี้ GC พัฒนา SAF จากน้ำมันพืชใช้แล้ว หรือ Used Cooking Oil (UCO) โดยปัจจุบันเริ่มดำเนินการในระดับกำลังการผลิตประมาณ 20,000 ตันต่อปี และมีแผนขยายกำลังการผลิตขึ้นเป็น 80,000 ตันต่อปี
ธุรกิจดังกล่าวเป็นหนึ่งในตัวอย่างของการเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจที่เน้นปริมาณ และวัฏจักรราคา ไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เทรนด์ลดคาร์บอน และความยั่งยืน ซึ่งเป็นทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงาน และเคมีภัณฑ์โลก
Allnex ขยาย Specialty รับตลาดเอเชีย
ด้านธุรกิจ Specialty ผ่าน Allnex ยังคงมีโอกาสเติบโตในตลาดเอเชีย โดยเฉพาะจีน และอินเดีย ซึ่งเป็นฐานการผลิตสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าอุตสาหกรรม
ล่าสุด GC ตัดสินใจลงทุนโครงการ SCA ในประเทศไทย ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจากยุโรป เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมเคลือบผิวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
การลงทุนดังกล่าวสะท้อนทิศทางของ GC ที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่มีเทคโนโลยี และมาร์จินสูง แทนการพึ่งพาสินค้า Commodity เพียงอย่างเดียว
ลดหนี้ 1.16 แสนล้าน สร้าง “ป้อมการเงิน”
ขณะที่การปรับพอร์ตธุรกิจเดินหน้าไปพร้อมกับการสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน โดยตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา GC สามารถลดภาระหนี้ลงได้ถึง 116,000 ล้านบาท ทำให้ระดับหนี้กลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนปี 2021
ณ ไตรมาส 2 บริษัทมีหนี้เงินกู้ และหุ้นกู้ประมาณ 150,000 ล้านบาท ขณะที่มีเงินสดในมือมากกว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอรองรับการชำระหนี้ที่จะครบกำหนดในปีหน้า
นอกจากนี้ GC ยังมี Liquidity Buffer ที่ทำร่วมกับ กลุ่ม ปตท.อีกกว่า 80,000 ล้านบาท เพื่อเป็นกันชนรองรับความผันผวนในช่วงที่วัฏจักรปิโตรเคมียังอยู่ในภาวะท้าทาย
การลดหนี้ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนทางการเงิน โดยค่าใช้จ่ายทางการเงินลดลงเกือบ 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน ทำให้ฐานะทางการเงินของบริษัทมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และสามารถจัดสรรเงินทุนไปยังธุรกิจที่มีศักยภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จับตา JV โอเลฟินส์ คาดชัดเจน ก.ย.
อีกหนึ่งหมากสำคัญคือ การสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในธุรกิจโอเลฟินส์ โดย GC อยู่ระหว่างการศึกษาความร่วมมือในรูปแบบ Joint Venture กับ SCGC ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในเดือนก.ย.
แนวทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนวิธีคิดของ GC จากเดิมที่การขยายธุรกิจอาจต้องใช้เงินลงทุนด้วยตัวเองทั้งหมด ไปสู่การใช้ความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อแบ่งปันเงินลงทุน เทคโนโลยี ตลาด และความเสี่ยง
Q2 กำไรทะลุ 1.2 หมื่นล้าน มั่นใจพ้นจุดต่ำสุด
ด้านผลประกอบการ นายณะรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ที่ผ่านมาปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีกำไรสุทธิประมาณ 12,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 และช่วงเดียวกันของปีก่อน
บริษัทประเมินว่า แม้ไตรมาส 3 และ 4 ยังต้องเผชิญความผันผวนจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ต้นทุนวัตถุดิบ และปัญหาซัปพลายเชน แต่ภาพรวมได้ผ่านจุดต่ำสุดของวัฏจักรมาแล้ว
เป้าหมายสำคัญของฝ่ายบริหารในระยะต่อไปจึงไม่ใช่การคาดการณ์ว่าราคาปิโตรเคมีจะกลับมาเป็นขาขึ้นเมื่อใด แต่คือ การทำให้โครงสร้างต้นทุน และฐานะการเงินของบริษัทแข็งแรงเพียงพอที่จะรับมือกับทุกสถานการณ์ และตั้งเป้าว่าจะไม่กลับไปขาดทุนอีก อย่างน้อยในรอบ 2 ปีนี้
หนุนรัฐบริหารพลังงาน ย้ำซัปพลายเชนไทยยังแข็งแรง
สำหรับนโยบายภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่น GC พร้อมสนับสนุนนโยบายของภาครัฐในอัตราเดียวกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม โดยปัจจุบันบริษัทผลิตดีเซลประมาณ 500 ล้านลิตรต่อเดือน และผลกระทบจากมาตรการดังกล่าวได้ถูกนำมาบริหารจัดการ และรวมอยู่ในประมาณการผลประกอบการแล้ว
ส่วนประเด็นการขอผ่อนผันการส่งออกน้ำมัน ผู้ประกอบการได้ให้ข้อมูลแก่ภาครัฐว่าซัปพลายเชน และปริมาณสต๊อกน้ำมันในประเทศยังมีความมั่นคงเพียงพอ และการเปิดโอกาสให้มีการส่งออกจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวม
ในช่วงที่ยังมีข้อจำกัดด้านการส่งออก GC ได้ปรับแนวทางโดยนำผลิตภัณฑ์น้ำมันไปต่อยอดเป็นเคมีภัณฑ์ให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และลดความเสี่ยงจากข้อจำกัดด้านตลาดปลายทาง
“ไม่ได้รอให้โชคช่วย” พร้อมโตทันทีเมื่อโอกาสมา
นายณะรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า โลกยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า หรือวัฏจักรปิโตรเคมีจะคลี่คลายเมื่อใด ดังนั้น GC จะไม่วางแผนธุรกิจบนสมมติฐานว่าโลกจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในเร็ววัน
สิ่งที่บริษัททำได้คือ สร้างองค์กรที่มีความยืดหยุ่น ลดต้นทุน ลดหนี้ ปรับพอร์ต เพิ่มสัดส่วนธุรกิจ Specialty & Bio สร้างพันธมิตร และเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
“เราไม่ได้บอกว่าทุกอย่างจะกลับมาดีหมดในปีหน้า เพราะความไม่แน่นอนยังอยู่ แต่เรามั่นใจว่า GC เป็นผู้เล่นที่แข็งแกร่ง และพร้อมที่จะเติบโตทันทีเมื่อโอกาสมาถึง”
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





