“นักบัญชีไทยเก่งไม่แพ้ใครในโลก แต่เราขาดพื้นที่ในการแสดงศักยภาพ” นี่คือคำกล่าวของ วรวิทย์ เจนธนากุล ในบทบาทของประธานสมาพันธ์นักบัญชีอาเซียน (AFA) ที่ต้องการผลักดันนักบัญชีไทยยืนอย่างสง่างามในระดับสากล
วรวิทย์ เจนธนากุล เคยนั่งในตำแหน่งนายกสภาวิชาชีพบัญชี (วาระปี2563-2566) และประธานสมาพันธ์นักบัญชีอาเซียน (AFA President) วาระปี 2565-2566 ควบคู่ไปกับสั่งสมความเชี่ยวชาญในสายบัญชีการเงินและบัญชีบริหารให้กับองค์กรธุรกิจ ทำให้มีมุมมองที่ทันสมัย และเข้าใจความต้องการของภาคธุรกิจ ยุค RPA และ AI
‘วาระของสภาวิชาชีพบัญชี’ ไม่ใช่แค่ภารกิจชั่วคราว แต่เพื่อสร้างนักวิชาการและนักบัญชีไทยรุ่นใหม่ให้เป็นที่ยอมรับในระดับภูมิภาคและระดับโลก” วรวิทย์กล่าว
เมื่อนักบัญชีไทยได้รับการยอมรับในมาตรฐานสากลและมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี (AI/RPA) จะสามารถขยายขอบเขตการทำงานได้กว้างขึ้น ไม่จำกัดอยู่แค่ในประเทศ แต่สามารถให้บริการลูกค้าในระดับภูมิภาคอาเซียน หรือก้าวสู่ตำแหน่งบริหารระดับสูงอย่าง CFO และ CEO ในองค์กรข้ามชาติได้
ในวันที่ 15 ส.ค. 2569 จะมีการเลือกตั้งนายกสภาวิชาชีพบัญชีไทย นับเป็นครั้งแรกที่มีการจัดให้ลงคะแนนทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Voting) เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับสมาชิกทั่วประเทศในการใช้สิทธิ โดยที่สมาชิกสามารถลงคะแนนผ่านมือถือได้โดยไม่ต้องเดินทาง ช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางและลดค่าใช้จ่าย ขณะเดียวกัน มีความเข้มงวดด้านความปลอดภัยของข้อมูล ด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้ารหัสข้อมูลเพื่อความถูกต้องและรักษาความลับของคะแนนเสียง เพื่อคัดเลือกทีมผู้สมัครที่ได้รับความไว้วางใจทำหน้าที่ในช่วงวาระปี 2569-2572
การแข่งขันในครั้งนี้ ทีมเบอร์ 2 ภายใต้การนำของ วรวิทย์ เจนธนากุล นำทีมงานคุณภาพที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์จากหลากหลายภาคส่วน ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารระดับสูง คนรุ่นใหม่ และตัวแทนนักบัญชีทั่วประเทศ ที่ร่วมกันกำหนดเป้าหมายการทำงานด้วยคอนเซ็ปต์
“เชื่อมั่น ช่วยกัน เชื่อมโยง ” หรือ เชื่อมั่นในมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของวิชาชีพ ช่วยกันทำงานร่วมกับสมาชิกทุกกลุ่ม และเชื่อมโยงกับภาครัฐ ภาคเอกชน และสมาคมต่างๆ เพื่อพัฒนาวิชาชีพร่วมกัน
โดยต้องคิดถึงประโยชน์สามด้านไปพร้อมกัน ได้แก่ ประเทศชาติ วิชาชีพ และสมาชิก ซึ่งนักบัญชีคือผู้จดบันทึกและใช้ข้อมูลทางธุรกิจเพื่อบอกความจริงเกี่ยวกับผลการดำเนินงานและความอยู่รอดของกิจการ นักบัญชีที่ดีจึงไม่ใช่แค่ผู้บันทึกตัวเลข แต่เป็นผู้ที่ช่วยชี้ทางให้ผู้ประกอบการเติบโตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม
จากประสบการณ์ที่พร้อมกันนี้ด้วยทีมงานคุณภาพ ที่ร่วมกันกำหนดแนวนโยบายเพื่อขับเคลื่อนสภาวิชาชีพบัญชี ให้เป็นที่ยอมรับและเชื่อถือ ผ่าน 5 ภารกิจหลักหมุดหมายการทำงานของทีมเบอร์ 2 กับ 5 นโยบายหลัก ได้แก่ 1.การเปิดพื้นที่ให้นักบัญชีจากทุกภูมิภาค มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการทำงานของสภาวิชาชีพบัญชี
2.ปฏิรูปการบริหารและการให้บริการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างประโยชน์ให้สมาชิก เช่น การนำค่าธรรมเนียมสมาชิกมาเป็นส่วนลดในการเข้าอบรม CPD และการยื่น CPD แบบอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยลดภาระด้านเอกสารของนักบัญชีที่ต้องรักษาสถานะใบอนุญาตในแต่ละปี
3.กำหนดมาตรฐานบริการวิชาชีพและค่าบริการขั้นต่ำเพื่อยกระดับคุณภาพงานและสร้างความเชื่อมั่นให้กับวิชาชีพในสายตาของภาคธุรกิจและสังคม
4.สร้างศูนย์องค์ความรู้ (Knowledge Center) เพื่อร่วมกับสมาชิกในการพัฒนาและแบ่งปันความรู้ รวมถึงเครื่องมือต่างๆ ในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทกับงานบัญชีอย่างรวดเร็ว โดยศูนย์แห่งนี้จะรวบรวมฐานความรู้ทางบัญชี ภาษี และวิชาชีพ พร้อมระบบค้นหา Case Study แบบฟอร์ม Working Paper และเครื่องมือที่ช่วยลดเวลาทำงาน และ 5.ปรับบทบาทสภาวิชาชีพบัญชีให้ทำงานเชิงรุก ในการแสวงหาและปกป้องผลประโยชน์ของสมาชิกอย่างจริงจัง แทนที่จะเป็นเพียงหน่วยงานที่ตั้งรับ
วรวิทย์ ระบุว่า ยกตัวอย่างของงานที่จะต้องเร่งดำเนินการ คือ นโยบายค่าบริการขั้นต่ำที่เราจะเร่งดำเนินการ เกิดจากปัญหาสำนักงานบัญชีและนักบัญชีอิสระตัดราคากันเอง ซึ่งกระทบทั้งนักบัญชีรายเล็กที่ต้องแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม และผู้ประกอบการที่เลือกจากราคาถูกแล้วอาจได้งานไม่ครบถ้วน ถูกทิ้งงาน หรือมีภาระภาษีย้อนหลัง จึงต้องแก้ปัญหาควบคู่กันหลายด้าน ทั้งสร้างมาตรฐานบริการ ให้ความรู้ผู้ประกอบการในการเลือกนักบัญชี และยกระดับคุณภาพผู้ทำบัญชี เพื่อค่อยๆ เปลี่ยนการแข่งขันจาก ‘ราคาถูกกว่า’ ไปสู่ ‘บริการดีกว่า’ ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อนักบัญชีรายเล็กและสำนักงานบัญชีขนาดเล็ก
“นโยบายข้างต้นนี้จะเป็นปัจจัยในการช่วยให้สมาชิกทำงานได้ดีขึ้น โดยเฉพาะนักบัญชีในองค์กรและสำนักงานบัญชี/สอบบัญชีขนาดเล็กที่ขาดงบลงทุนระบบหรือทีมไอที สภาฯ จึงควรเข้ามาเติมช่องว่างนี้ให้สมาชิกเข้าถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีได้อย่างเท่าเทียม พร้อมสนับสนุนนักบัญชีรุ่นใหม่ให้มีโอกาสทำงานและพัฒนาฝีมือทันยุคเทคโนโลยี ”
นโยบายเหล่านี้มุ่งเน้นตอบสนองต่อสถานการณ์จริงที่วิชาชีพบัญชีไทยกำลังเผชิญ ทั้งภาวะเศรษฐกิจผันผวนจากต้นทุนพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กระทบต่อธุรกิจทุกขนาด รวมถึงเทคโนโลยีอย่าง RPA และ AI ที่กำลังเปลี่ยนบทบาทของนักบัญชีจากผู้บันทึกข้อมูลซ้ำๆ ไปสู่ผู้วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจทางธุรกิจ การมีศูนย์องค์ความรู้และการปฏิรูปการบริการของสภาฯ จึงเป็นการเตรียมความพร้อมให้สมาชิกทุกคนก้าวทันความเปลี่ยนแปลงนี้ไปด้วยกัน





