วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

เมื่อ ‘ของเสีย’ กลายเป็น ‘ขุมทรัพย์พลังงาน’ โจทย์ใหญ่ไทยต้องก้าวข้าม

เมื่อแบตเตอรี่ที่หมดอายุถึงเวลาที่ต้องทิ้งและเป็น "ของเสีย" ได้กลายเป็น "ขุมทรัพย์พลังงาน" ด้วยการบริหารจัดการอย่างถูกวิธี ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องก้าวข้าม

KEY POINTS

  • กฟผ. ร่วมกับ สวทช. กำลังสร้างระบบนิเวศเพื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่ EV ใช้แล้วจาก "ขยะ" ให้กลายเป็น "ทรัพยากร" ที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและพลังงาน (Waste to Value)
  • หัวใจสำคัญคือการคัดแยกแบตเตอรี่ตามประสิทธิภาพ (SOH) หากสูงกว่า 70% จะถูกนำไปใช้เป็นระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) แต่หากต่ำกว่าจะถูกนำไปรีไซเคิลเพื่อสกัดแร่ธาตุ
  • หนึ่งในโจทย์ใหญ่คือการพัฒนา "สมองกล" หรือระบบจัดการแบตเตอรี่ (BMS) ขึ้นเองในไทย เนื่องจากผู้ผลิตมักถอดระบบเดิมออกไปเมื่อแบตเตอรี่ถูกถอดจากรถ
  • การสร้างนวัตกรรมเพื่อลดต้นทุน เช่น การพัฒนา Safety Box สำหรับขนส่งแบตเตอรี่ขึ้นเอง ทำให้ต้นทุนถูกลงกว่าครึ่ง เป็นกุญแจสำคัญในการแข่งขัน
  • แม้เทคโนโลยีจะเริ่มพร้อม แต่ความท้าทายที่ไทยยังต้องก้าวข้ามคือการขาด "กฎหมายที่เข้มงวด" เพื่อควบคุมการจัดการแบตเตอรี่ตลอดวงจรชีวิตอย่างเป็นระบบ

ในวันที่ท้องถนนเมืองไทยเต็มไปด้วยรถยนต์ไฟฟ้า (EV) สิ่งที่กำลังตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้คือ “คลื่นความร้อน” ของขยะอิเล็กทรอนิกส์มหาศาล โดยเฉพาะ "แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน" ที่หมดอายุการใช้งาน

การจัดการกับสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่คือเดิมพันทางเศรษฐกิจและโอกาสใหม่ในอุตสาหกรรมพลังงาน

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ร่วมกับศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กำลังวางรากฐานที่เรียกว่า “EGAT Sustainable Ecosystem for Used Batteries” หรือระบบนิเวศการจัดการแบตเตอรี่อย่างยั่งยืน

"วฤต รัตนชื่น" รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ กฟผ. ระบุว่า หัวใจสำคัญคือการไม่มองแบตเตอรี่ใช้แล้วเป็นเพียงขยะ แต่เป็นทรัพยากรที่ต้องนำมาสร้างมูลค่าเพิ่ม (Waste to Value) ผ่านกระบวนการที่เป็นระบบ ทั้ง

1.การคัดแยกตามสมรรถนะ (Testing & Sorting) หัวใจอยู่ที่ค่า State of Health (SOH) หากแบตเตอรี่มีประสิทธิภาพสูงกว่า 70% จะถูกนำไป “ชุบชีวิตใหม่” (Repurpose) เป็นระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) แต่หากต่ำกว่า 70% จะเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล (Recycling) เพื่อสกัดแร่ธาตุกลับมาผลิตแบตเตอรี่รุ่นใหม่

2. นวัตกรรมที่ลดต้นทุน การจัดการแบตเตอรี่ถือเป็นวัตถุอันตรายที่ต้องใช้ความชำนาญและอุปกรณ์เฉพาะทาง เช่น Safety Box สำหรับขนส่ง ซึ่งเดิมต้องนำเข้าในราคาสูงถึง 5 แสนบาท แต่ปัจจุบัน กฟผ. ร่วมกับเอกชนพัฒนาขึ้นเองจนลดต้นทุนเหลือเพียง 2 แสนบาท ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ความท้าทายที่น่าสนใจจากการศึกษาดูงานที่ PTEC คือ เมื่อแบตเตอรี่ถูกถอดออกจากตัวรถ ผู้ผลิตมักจะถอดระบบควบคุมหรือ BMS (Battery Management System) ออกไปด้วยภารกิจของไทยคือการพัฒนา “สมองกล” ของเราเองขึ้นมาใหม่ เพื่อควบคุมแบตเตอรี่มือสองเหล่านี้ให้ทำงานร่วมกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าได้อย่างปลอดภัยและมีเสถียรภาพ

การนำแบตเตอรี่มาทำเป็น Second-Life Battery Energy Storage System (SL-BESS) ไม่ใช่แค่การนำมาเรียงกันใหม่ แต่ต้องผ่านการทดสอบอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานสากล ทั้งด้านไฟฟ้าและความร้อน เพื่อนำไปใช้ในสถานีชาร์จรถไฟฟ้า หรือแม้แต่การบริหารจัดการพลังงานในระดับชุมชน (Energy Shifting)

สิ่งที่ต้องจับตามองคือ ความเคลื่อนไหวของ กฟผ. ที่ร่วมกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ศึกษาพื้นที่เพื่อรองรับนิคมอุตสาหกรรม Circular เพื่อบริหารจัดการแบตเตอรี่และขยะอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร

นี่คือสัญญาณว่าไทยกำลังพยายามยกระดับจากการเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี ไปสู่การเป็นผู้บริหารจัดการวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Product Life Cycle Management) อย่างเต็มตัว

แม้เทคโนโลยีจะเริ่มพร้อม แต่สิ่งที่ไทยยังขาดคือ “กฎหมายที่เข้มงวด” ในการควบคุมการใช้งานและการจัดการแบตเตอรี่ รวมถึงการป้องกันสัญญาณรบกวนระหว่างระบบออโต้ของรถไฟฟ้ากับระบบโทรคมนาคมในอนาคต

การจัดการแบตเตอรี่ EV อย่างยั่งยืนไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย หากเราสามารถบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐอย่าง กฟผ. สวทช. และภาคเอกชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

ประเทศไทยไม่เพียงแต่จะลดปัญหาขยะพิษ แต่จะกลายเป็นต้นแบบของ Green Economy ที่เปลี่ยนภาระทางสิ่งแวดล้อมให้เป็นต้นทุนพลังงานที่ถูกลงและยั่งยืนอย่างแท้จริง