วันศุกร์ ที่ 25 กันยายน 2569

Login
Login

เอกนิติ เตรียม 6 หมื่นล้านหนุนโซลาร์รูฟท็อป ครัวเรือนละ 50,000 - ดึงแบงก์รัฐปล่อยกู้

'เอกนิติ' เตรียมงบ 6 หมื่นล้าน จาก พ.ร.ก.เงินกู้ ผุดบิ๊กโปรเจกต์ ‘Solar Rooftop’ อุดหนุน 5 หมื่นต่อครัวเรือนตั้งเป้า 5 แสน 1 ล้านครัวเรือน ดึงแบงก์รัฐปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ

KEY POINTS

  • รัฐบาลเตรียมงบประมาณ 6 หมื่นล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการโซลาร์รูฟท็อป โดยมอบเงินอุดหนุน 50,000 บาทต่อครัวเรือน
  • ร่วมมือกับธนาคารออมสินและ ธอส. เพื่อปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือ โดยใช้เกณฑ์พิจารณาจากประวัติการใช้ไฟฟ้า
  • โครงการมุ่งเป้าไปที่ครัวเรือนที่มีค่าไฟเฉลี่ย 3,000-4,000 บาทต่อเดือน และใช้ระบบ Net Billing ให้ประชาชนขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนได้

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการขับเคลื่อนนโยบายพลังงานสะอาดโดยใช้ เงินกู้จากพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ในส่วนของวงเงิน 2 แสนล้านบาทหลังนี้ รัฐบาลมีความตั้งใจจะใช้ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง ได้หารือกับกระทรวงมหาดไทย การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อเร่งผลักดัน โครงการระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา หรือ "โซลาร์รูฟท็อป" (Solar Rooftop) เพื่อบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าและส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม

โดยรัฐบาลได้เตรียมงบประมาณสำหรับแผนงานด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานไว้เบื้องต้นประมาณ 60,000 ล้านบาท ซึ่งจะนำมาใช้ในโครงการโซลาร์รูฟท็อปเพื่อช่วยเหลือประชาชน ผ่านการมอบ เงินอุดหนุนในลักษณะเงินให้เปล่าจำนวน 50,000 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งมีเป้าหมายในโครงการนี้ 500,000 – 1,000,000 ครัวเรือน

สำหรับรายละเอียดและกลไกสำคัญของโครงการนั้นอยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดโดยกระทรวงการคลังได้ประสานความร่วมมือกับธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เพื่อปล่อยสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำให้แก่ประชาชน โดยใช้เกณฑ์การพิจารณารูปแบบใหม่ที่ประเมินจากประวัติการใช้ไฟฟ้า ทำให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องสำรองเงินก้อนใหญ่เอง

หลังจากหักส่วนลดเงินอุดหนุน 50,000 บาทแล้ว ประชาชนสามารถผ่อนชำระส่วนที่เหลือได้โดยหักจากมูลค่าค่าไฟฟ้าที่ลดลงในแต่ละเดือน เช่น หากประหยัดค่าไฟได้ 2,000 บาท อาจแบ่งจ่ายคืนธนาคาร 1,000 บาท และอีก 1,000 บาทเป็นส่วนลดค่าไฟที่ได้รับทันที ซึ่งคาดว่าจะคืนทุนได้ภายใน 3-4 ปี

นอกจากนี้ยังนำ ระบบ Net Billing หรือระบบการหักลบกลบจ่ายกระแสไฟฟ้ามาใช้ เพื่อให้ประชาชนสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้าเพื่อนำมาลดหย่อนค่าไฟฟ้าได้

โดยกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้าโครงการนี้จะเน้นบ้านที่มีค่าไฟเฉลี่ย 3,000 - 4,000 บาทต่อเดือน สำหรับการติดตั้งขนาดขั้นต่ำ 5 กิโลวัตต์ ซึ่งมีราคาตลาดประมาณ 100,000 กว่าบาท

ทั้งนี้ รัฐบาลจะมีการอำนวยความสะดวกในการติดตั้งในลักษณะของ One Stop Service และมีการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัย โดยมีกฟน. และ กฟภ.ทำหน้าที่ตรวจรับรองมาตรฐานและคัดเลือกผู้ประกอบการติดตั้ง เพื่อป้องกันอุบัติภัย อีกทั้งยังมีการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในการส่งเสริมใช้อุปกรณ์ที่ผลิตในประเทศเพื่อสร้างงานในไทย

“โครงการนี้ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เนื่องจากปัจจุบันไทยต้องนำเข้าก๊าซจากต่างประเทศมาผลิตไฟฟ้าสูงถึง 60% ทั้งนี้ได้ตั้งเป้าเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการกลั่นกรองเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและส่งถึงมือประชาชนภายใน 1 เดือนนี้” นายเอกนิติ กล่าว