วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

บี.กริม เพาเวอร์ ชู Smart Grid กระดุมเม็ดแรกเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย

บี.กริม เพาเวอร์ ชี้การพัฒนา Smart Grid คือจุดเริ่มต้นรองรับพลังงานทดแทน เตือนหากโครงสร้างพื้นฐานไม่พร้อมอาจเกิดวิกฤตไฟดับซ้ำรอยสเปน-โปรตุเกส พร้อมเสนอ 4 ข้อแนะนำภาครัฐเดินหน้าสู่ Net Zero 2050

KEY POINTS

  • บี.กริม เพาเวอร์ ชี้ว่า Smart Grid เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ (กระดุมเม็ดแรก) ในการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทย เพื่อรองรับพลังงานทดแทนและรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า
  • การพัฒนาระบบ Smart Grid ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ เช่น ไมโครกริด ระบบกักเก็บพลังงาน และการใช้ AI เพื่อสร้างเครือข่ายที่ยืดหยุ่นและรองรับพลังงานได้หลากหลายรูปแบบ
  • Smart Grid ไม่เพียงช่วยให้ไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero แต่ยังส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เปิดโอกาสให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าแบบ Peer-to-Peer และดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวในหัวข้อ "Smart Grid ทางออกและความยั่งยืนพลังงานไทย" ภายในงาน "Road to Net Zero 2026 Energy Transition: เปลี่ยนผ่านพลังงานไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ" จัดโดยฐานเศรษฐกิจ ว่าการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะหรือ Smart Grid ถือเป็นกระดุมเม็ดแรกที่สำคัญในการรองรับบริบทใหม่ด้านพลังงาน หากการเข้ามาของพลังงานทดแทนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยที่โครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อม อาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้า ดังเช่นเหตุการณ์ไฟฟ้าดับในประเทศสเปนและโปรตุเกสเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ไม่มีไฟฟ้าใช้ตั้งแต่เวลา 12.30 น. ถึง 03.00 น. วันถัดไป

นายนพเดชอธิบายว่า Smart Grid ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การมองเห็นซึ่งหมายถึงความสามารถในการคาดการณ์พฤติกรรมการใช้พลังงานและสภาพอากาศ ความทนทานในการสร้างความมั่นคงและลดโอกาสเกิดไฟฟ้าดับ ความยืดหยุ่นในการรองรับพลังงานหลากหลายรูปแบบทั้งฟอสซิล พลังงานทดแทน และแบตเตอรี่ รวมถึงความยั่งยืนในระยะยาว

โดยประเทศไทยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนจากการส่งไฟฟ้าแบบทางเดียว (One-way) ไปสู่รูปแบบ Power Matrix ที่มีการบริหารจัดการทั้งในระดับชุมชน ท้องถิ่น และระดับประเทศ ผ่านตัวกลางอย่าง Grid Management Center

ทั้งนี้ การพัฒนาระบบนิเวศดังกล่าวมีองค์ประกอบสำคัญ 6 ประการ ได้แก่ การผสมผสานพลังงานฐานเข้ากับพลังงานทดแทน การสร้างไมโครกริด (Microgrid) ในพื้นที่ต่างๆ การมีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) การติดตั้งสมาร์ทมิเตอร์ การใช้ระบบสื่อสารความเร็วสูง 5G และการใช้ระบบบริหารจัดการพลังงานร่วมกับ AI เพื่อช่วยพยากรณ์

"สิ่งเหล่านี้จะช่วยรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ตลอดจนช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและปัญหาฝุ่น PM 2.5 ได้ตามแผน"

บี.กริม เพาเวอร์ ชู Smart Grid กระดุมเม็ดแรกเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย

ในมิติด้านเศรษฐกิจ นายนพเดชระบุว่าการพัฒนา Smart Grid ยังเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล สนับสนุนการสร้างตลาดซื้อขายไฟฟ้าแบบ Peer-to-Peer ข้ามพื้นที่ผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน และเปิดโอกาสให้เกิดโครงสร้างราคาแบบ Dynamic Pricing ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและสร้างความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวยังเป็นปัจจัยหลักในการดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น Data Center ระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

โดยในช่วงที่ผ่านมา บี.กริม เพาเวอร์ได้พัฒนาสมาร์ทไมโครกริดที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ครอบคลุมพื้นที่ 216.76 ตารางกิโลเมตรใน 11 นิคมอุตสาหกรรมทั้งในประเทศไทยและมาเลเซีย ซึ่งสามารถรองรับพลังงานได้สูงถึง 3,000 เมกะวัตต์

นายนพเดช ได้ฝากข้อเสนอแนะถึงภาครัฐและผู้กำหนดนโยบาย 4 ประการ ได้แก่ การร่วมมือกันวางแผนระหว่างทุกภาคส่วน การเรียนรู้จากประสบการณ์ของต่างประเทศ การวางรากฐานโดยใช้ Smart Grid เป็นจุดเริ่มต้นในการบริหารจัดการ และการวางแผนภาพรวมเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการยกระดับโครงข่ายให้เป็น Grid Modernization ที่สมบูรณ์แบบ การสนับสนุนระบบกักเก็บพลังงานให้เกิดขึ้นในเวลาและราคาที่เหมาะสม รวมถึงการสนับสนุนโมเดลธุรกิจใหม่ในรูปแบบ Load Aggregator เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด