วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม 2569

Login
Login

แก้ปัญหาทุนเทาทั้งระบบ ‘เปิดข้อมูลสำคัญ’ ลดฮั้วประมูล

“กรุงเทพธุรกิจ” และ ศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค (KRAC) คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมนำเสนอข้อมูลสร้างแนวทางการป้องกันปัญหาคอร์รัปชันที่เป็นกับดักประเทศ

รองศาสตราจารย์ ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค และ นายศุภวิชญ์ แก้วคูนอก ร่วมกันนำเสนอแนวทางการแก้ปัญหาทุนเทาทั้งระบบ โดยนำเสนอการเปิดเผยข้อมูลสำคัญที่จะช่วยการลดฮั้วการประมูลได้

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เรารับรู้ข่าวการฮั้วประมูล การใช้บริษัทนอมินี การฟอกเงิน หรือการขยายตัวของทุนสีเทามาอย่างต่อเนื่อง แต่ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นมักเป็นการเร่งตรวจค้น จับกุม และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดเป็นรายกรณีไป มากกว่าที่เราจะแสวงหาแนวทางป้องกันเชิงระบบเพื่อไม่ให้เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นอีก

แก้ปัญหาทุนเทาทั้งระบบ ‘เปิดข้อมูลสำคัญ’ ลดฮั้วประมูล

เพราะบทเรียนจากหลายประเทศชี้ชัดว่าการใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน เพราะเมื่อเครือข่ายหนึ่งถูกทำลาย อีกเครือข่ายก็สามารถเกิดขึ้นใหม่ภายใต้ชื่อบริษัทใหม่ ผู้ถือหุ้นชุดใหม่ หรือโครงสร้างธุรกิจที่ซับซ้อนกว่าเดิม หากยังปล่อยให้ข้อมูลของภาครัฐกระจัดกระจายและไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้ วงจรเช่นนี้ก็จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อไป

นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลอย่าง George Akerlof เคยอธิบายผ่านทฤษฎี Information Asymmetry ว่า เมื่อข้อมูลระหว่างผู้เกี่ยวข้องไม่เท่าเทียม ตลาดจะทำงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ และเปิดโอกาสให้เกิดการเอาเปรียบหรือพฤติกรรมฉวยโอกาสได้ง่าย

หลักการเดียวกันนี้อธิบายปัญหาคอร์รัปชันได้เช่นกัน โดยหากรัฐถือครองข้อมูลจำนวนมหาศาลแต่ประชาชน ภาคธุรกิจ หรือแม้แต่หน่วยงานรัฐด้วยกันเองไม่สามารถเข้าถึงหรือเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านั้นได้ ผู้ทุจริตย่อมมีข้อมูลมากกว่าผู้ตรวจสอบ

และสามารถใช้ช่องว่างดังกล่าวปกปิดผลประโยชน์ที่แท้จริง ซ่อนความสัมพันธ์ทางธุรกิจ หรือจัดวางโครงสร้างบริษัทเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบได้โดยง่าย

Open Data ต้นทางการลดทุจริต

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สะท้อนปัญหานี้ได้เป็นอย่างดี ในปีงบประมาณ 2567 มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตกว่า 11,662 เรื่อง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 11,834 ล้านบาท และกว่า 72% ของมูลค่าความเสียหายเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า “เราจะทำอย่างไรให้ทุกคนสามารถเห็นความผิดปกติได้ตั้งแต่ต้น” 

คำตอบหนึ่งที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลคือการพัฒนา ข้อมูลเปิด (Open Data) และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเป็นแนวคิดที่องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และ Open Government Partnership (OGP) ผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง

จากแนวคิดดังกล่าว ภาคีวิชาการของประเทศไทยจึงได้พัฒนาข้อเสนอ “25 ชุดข้อมูลเปิดต้านโกง” ซึ่งประยุกต์มาจาก Open Up Guide ของ Open Data Charter ให้เหมาะสมกับบริบทไทย โดยแบ่งข้อมูลออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ ข้อมูลบุคคลและองค์กร ข้อมูลทรัพยากรสาธารณะ ข้อมูลกฎหมายและกฎระเบียบ และข้อมูลทรัพย์สินกับผลประโยชน์ 

สำหรับจุดเด่นของข้อเสนอคือการออกแบบให้ข้อมูลแต่ละชุดสามารถเชื่อมโยงกันได้ เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังธุรกรรมของรัฐ

แนวคิดนี้มีตัวอย่างที่พิสูจน์ผลลัพธ์แล้วในประเทศไทยผ่านแพลตฟอร์ม ACT Ai ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลโครงการจัดซื้อจัดจ้างกว่า 42 ล้านโครงการเข้ากับข้อมูลนิติบุคคล และใช้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยตรวจจับสัญญาณความเสี่ยง เช่น การประมูลที่มีผู้เสนอราคาน้อยผิดปกติ หรือบริษัทคู่แข่งขันที่มีกรรมการชุดเดียวกัน

กรณีการจัดซื้อเสาไฟประติมากรรมมูลค่ากว่า 673 ล้านบาท เป็นตัวอย่างที่ประชาชนใช้ข้อมูลเปิดตั้งคำถาม จนนำไปสู่การตรวจสอบและคำพิพากษาจำคุกผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในที่สุด 

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ ความรับผิดชอบของภาครัฐก็ไม่ได้สิ้นสุดเพียงการเปิดเผยข้อมูล แต่สามารถนำไปสู่ความรับผิดทางกฎหมายได้ด้วย ซึ่งถือเป็นการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบภาครัฐอีกทางหนึ่ง ในวันที่เราพร่ำบ่นกันเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน

แนวทางแก้ทุนเทา-ฮั้วประมูลอย่างยั่งยืน

อีกประเด็นที่ควรได้รับความสำคัญคือ ข้อมูลผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริงของบริษัท (Beneficial Ownership) ซึ่งทั่วโลกมองว่าเป็นหัวใจของการต่อสู้กับทุนสีเทาและการฟอกเงิน เพราะอาชญากรรมทางเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ได้ดำเนินการในนามบุคคล หากแต่อาศัยบริษัท นอมินี และโครงสร้างการถือหุ้นหลายชั้นเพื่อปกปิดเจ้าของที่แท้จริง

เมื่อข้อมูลดังกล่าวถูกเชื่อมโยงกับทะเบียนนิติบุคคล ข้อมูลคู่สัญญาภาครัฐ ข้อมูลใบอนุญาต และข้อมูลการถือครองทรัพย์สิน หน่วยงานรัฐจะสามารถตรวจพบเครือข่ายผลประโยชน์ที่ซ่อนอยู่ได้อย่างรวดเร็ว เปลี่ยนจากการไล่จับผู้กระทำผิดเป็นรายคดี ไปสู่การปิดช่องโหว่ของระบบทั้งระบบ

ปัจจุบันประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการปฏิรูปครั้งนี้ หลังจากเข้าเป็นสมาชิก Open Government Partnership และอยู่ระหว่างกระบวนการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งต่างให้ความสำคัญกับรัฐบาลเปิดและธรรมาภิบาล 

หากประเทศไทยสามารถผลักดัน 25 ชุดข้อมูลเปิดให้เกิดขึ้นอย่างครบถ้วน เชื่อมโยงข้อมูลข้ามหน่วยงาน และเปิดเผยในรูปแบบที่นำไปวิเคราะห์ต่อได้ ก็จะเป็นการยกระดับการต่อต้านคอร์รัปชันจากการอาศัยบุคคลไปสู่การอาศัยระบบ ลดต้นทุนการตรวจสอบ เพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน และสร้างสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่แข่งขันกันอย่างเป็นธรรมมากขึ้น

เพราะท้ายที่สุดแล้ว การแก้ปัญหาทุนสีเทาและการฮั้วประมูลให้ได้อย่างยั่งยืนนั้น ต้องเริ่มต้นจากการทำให้ข้อมูลของรัฐทำงานร่วมกันให้ได้ก่อน และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังผลประโยชน์สาธารณะ เพราะงบประมาณทุกบาทนั้น ก็คือภาษีของพี่น้องประชาชนทุกคนนั่นเอง