“กอช.” เร่งส่งเสริมเยาวชนไทยเริ่มสร้างวินัยการออมตั้งแต่อายุ 15 ปี แก้ปัญหาภาวะยากจนหลังเกษียณ โดยออมกับกอช. ขั้นต่ำเพียง 50 บาท เตรียมผลักดันพอร์ตการออมเป็นเรซูเม่ ใช้ยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารรัฐได้ ชูนโยบายยืดหยุ่น "รักไม่ผูกพัน" ศึกษาแก้ไขกฎหมายให้ถอนเงินบางส่วนมาใช้ก่อนอายุ 60 ปี พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสมาชิกใหม่ปีนี้ 140,000 คน
นายเพ็ชร ชินบุตร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. เปิดเผยว่า กอช. เร่งส่งเสริมให้เยาวชนไทยเริ่มสร้างวินัยการออมตั้งแต่อายุ 15 ปี เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางการเงินและแก้ปัญหา "แก่แล้วจน"
โดยรณรงค์ให้ผู้ปกครองมอบสิทธิ์การออมกับ กอช. เป็น "ของขวัญชิ้นแรก" ในโอกาสที่บุตรหลานมีอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์ เพราะสำหรับผู้ออมที่มีอายุระหว่าง 15-30 ปี รัฐจะสมทบให้อีก 50% ของเงินออมแต่ละครั้ง รวมกันทั้งปีไม่เกิน 1,800 บาทต่อปี เพื่อปูทางไปสู่ความมั่นคงทางการเงินในช่วงชีวิตหลังเกษียณ
“หากปล่อยให้เงินจำนวนดังกล่าวได้รับการบริหารจัดการผ่านกองทุนอย่างต่อเนื่อง เงินสะสมจะสามารถเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นหลักล้านบาทเมื่อถึงวัยเกษียณ” นายเพ็ชร กล่าว
นอกจากนี้ กอช. มีเป้าหมายผลักดันพอร์ตการออมในวัยเรียน ให้สามารถใช้เป็น “เรซูเม่ทางการเงิน” (Financial Resume) ซึ่งช่วยให้เยาวชนสามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานค้ำประกันตนเองในการยื่นขอสินเชื่อเพื่อเริ่มต้นธุรกิจ หรือ “สตาร์ตอัพ” กับสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน หรือธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB โดยไม่จำเป็นต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันแบบเดิม
นอกจากนี้ กอช. ยังอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อแก้ไขกฎหมายและกฎกระทรวง ให้มี "ความยืดหยุ่น" มากขึ้น โดยพิจารณาเงื่อนไขให้สมาชิกสามารถถอนเงินออมบางส่วนออกมาใช้ก่อนอายุ 60 ปีได้ หากมีการออมต่อเนื่องครบ 10 ปี หรือ 20 ปี เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์ระหว่างทางและออมเงินอย่างสม่ำเสมอ
“กอช. ออกแบบระบบการออมให้มีความยืดหยุ่นสูงตามกลยุทธ์ ‘รักไม่ผูกพัน’ เพื่อให้เหมาะสมกับรูปแบบการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่และผู้ประกอบอาชีพอิสระ โดยไม่มีข้อบังคับให้ต้องส่งเงินออมทุกเดือน ซึ่งสมาชิกสามารถส่งเงินออมขั้นต่ำเริ่มต้นเพียง 50 บาทในเดือนที่มีความพร้อม และหากเดือนใดไม่สะดวกส่งเงินออมก็ยังคงไม่เสียสิทธิ์การเป็นสมาชิก”
สำหรับปี 2569 กอช. ตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนสมาชิกใหม่อีก 140,000 คน สอดคล้องกับเป้าหมายที่บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด (TRIS) กำหนด รวมถึงตั้งเป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วน “คนแก่แต่ไม่จน” ในประเทศไทยให้สูงขึ้นจากปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 30% ไปสู่ 50% ในระยะยาว เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินให้แก่ประชาชนหลังวัยเกษียณและผลักดันประเทศไทยไปสู่กลุ่มประเทศรายได้สูง
ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมาย กอช. ได้วางแผนการบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง โดยร่วมมือกับ “กระทรวงมหาดไทย” ในการเข้าถึงกลุ่มกำนันและผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งมีจำนวนประมาณ 50,000 คน คิดเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ระบบสวัสดิการบำนาญทั่วไปยังไม่ครอบคลุมหรือเพียงพอ ประมาณ 10,000 - 20,000 คน ซึ่งในจำนวนนี้คิดว่ากอช. คาดว่าจะดึงดูดได้ราว 50% หรือราว 5,000-10,000 คน
ขณะเดียวกันได้ร่วมมือกับ “กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” (อว.) เพื่อเข้าถึงกลุ่มนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา โดยตั้งเป้าหมายไว้ที่ 10% ของนักศึกษาเข้าใหม่ หรือประมาณ 20,000 คน
พร้อมประสานความร่วมมือกับ “กระทรวงแรงงาน” ในการมุ่งเน้นกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ ไรเดอร์ รวมถึงแรงงานไทยที่ไปทำงานในต่างประเทศ เช่น อิสราเอล มาเลเซีย เกาหลี และไต้หวัน ซึ่งถือเป็นแรงงานนอกระบบที่ยังขาดสวัสดิการรองรับ
ตลอดจนร่วมมือกับ “ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร” (ธ.ก.ส.) ในการเข้าถึงฐานข้อมูลเกษตรกรที่มีบัญชีกับธนาคารกว่า 7 ล้านคน รวมถึงสภาเกษตรกร สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และสมาคมวิชาชีพต่างๆ เพื่อกระจายการรับรู้และชักชวนกลุ่มผู้รับจ้างอิสระทั่วประเทศให้เข้าร่วมระบบการออมอย่างทั่วถึง



