“สรรเพชญ” เผยคืบหน้า 4 สัญญาสร้าง “แหลมฉบัง 3” งานก่อสร้างทางทะเลแล้วเสร็จ 98.80% ขณะที่สัญญา 2 งานอาคาร ท่าเทียบเรือ ระบบถนน และสาธารณูปโภค คืบหน้า 24.13% ส่วนอีก 2 สัญญาอยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง สั่ง กทท.เร่งเคลียร์กับ GPC ปมความหนาแน่นงานถมทะเล ดันเปิดให้บริการท่าเทียบเรือ F1 ภายในปี 2574
KEY POINTS
- "สรรเพชญ" ตรวจคืบหน้าโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 งานก่อสร้างทางทะเลคืบหน้าแล้ว 98.80% ส่วนงานอาคารและสาธารณูปโภคคืบหน้า 24.13% โดยตั้งเป้าเปิดให้บริการท่าเทียบเรือ F1 ภายในปี 2574
- แจงประเด็นข้อพิพาททางวิศวกรรมกับเอกชนคู่สัญญาเรื่องค่าความหนาแน่นของวัสดุถมใต้ทะเล ได้มอบหมายให้ กทท.หารือร่วมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) เข้ามาเป็นหน่วยงานกลางเพื่อหาข้อยุติ
- พร้อมสั่งการให้เร่งแก้ปัญหาจราจร โดยให้พัฒนาระบบจองคิวรถบรรทุก (Truck Queue) และบังคับใช้ 100% เพื่อลดความแออัดของรถที่เข้ามาในท่าเรือ
- ถกแนวทางการ "ปรับโครงสร้างค่าภาระท่าเรือ" โดยเฉพาะค่าฝากเก็บตู้สินค้า หวังสร้างแรงจูงใจให้มีการขนย้ายตู้สินค้าออกจากท่าเรือได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ลดปัญหาตู้สินค้าตกค้าง
นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมติดตามการบริหารจัดการท่าเรือแหลมฉบัง และตรวจติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง โดยระบุว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อติดตามการบริหารจัดการท่าเรือแหลมฉบังในภาพรวม โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาการจราจรทั้งภายในและภายนอกท่าเรือ การเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ การติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3
สำหรับความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ปัจจุบันสัญญา 1 งานก่อสร้างทางทะเลคืบหน้า 98.80% ขณะที่สัญญา 2 งานอาคาร ท่าเทียบเรือ ระบบถนน และสาธารณูปโภค คืบหน้า 24.13% ส่วนสัญญา 3 งานระบบรถไฟ และสัญญา 4 งานเครื่องจักรพร้อมระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ อยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
โดยจากการติดตามความก้าวหน้าครั้งนี้ ได้กำชับให้การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เร่งบริหารจัดการอุปสรรคต่างๆ เพื่อให้โครงการเดินหน้าได้ตามแผน และเปิดให้บริการได้ภายในกรอบเวลาที่กำหนด เบื้องต้น กทท. คาดว่าการเปิดให้บริการท่าเทียบเรือ F1 ภายในปี 2574
ในส่วนของประเด็นข้อกำหนดทางวิศวกรรมเกี่ยวกับค่าความหนาแน่นสัมพัทธ์ (Relative Density) ของวัสดุถมใต้ระดับน้ำในพื้นที่ท่าเทียบเรือ F ซึ่งเป็นประเด็นข้อพิพาทในสัญญาร่วมลงทุนกับเอกชนคู่สัญญา คือ บริษัท จีพีซี อินเตอร์เนชั่นแนล เทอร์มินอล จำกัด ได้มอบนโยบายให้ กทท. ประสานวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เข้ามาเป็นหน่วยงานกลางทางวิชาการ
ทั้งนี้ทาง วสท. จะพิจารณาและให้ข้อเสนอแนะเชิงวิศวกรรมอย่างเป็นกลาง เพื่อนำมาใช้ประกอบการพิจารณาร่วมกับข้อมูลด้านเทคนิคและข้อเท็จจริงที่ได้รับจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนนำไปหารือร่วมกับบริษัท จีพีซีฯ นำผลเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามสัญญาและกฎหมาย โดยยืนยันว่ากระทรวงฯ จะยึดหลักวิชาการ ความโปร่งใส และผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ
นายสรรเพชญ กล่าวด้วยว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ยังได้ติดตามปัญหาการจราจรภายในท่าเรือแหลมฉบัง พบว่าเป็นผลมาจากหลายปัจจัย ทั้งปริมาณรถบรรทุกที่เข้ามาพร้อมกัน การบริหารจัดการตู้สินค้า ตารางการเดินเรือ และกระบวนการตรวจปล่อยสินค้า ดังนั้น การแก้ไขปัญหาจะต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ และอาศัยความร่วมมือจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่เพียงการแก้ไขเฉพาะภายในพื้นที่ท่าเรือเท่านั้น
ทั้งนี้ได้กำชับให้ กทท.เร่งยกระดับระบบบริหารจัดการจราจร โดยเร่งพัฒนาระบบจองคิวรถบรรทุก (Truck Queue) และบังคับใช้ระบบจองคิวแบบ 100% เพื่อกระจายช่วงเวลาการเข้ารับ–ส่งตู้สินค้า ลดปัญหารถบรรทุกเข้ามาพร้อมกันในช่วงเวลาเดียว พร้อมทั้งพัฒนาระบบบริหารจัดการจราจร (Traffic Management) ให้สามารถติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการการไหลของรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงเร่งซ่อมแซมและปรับปรุงถนนภายในท่าเรือ และปรับการเปิด–ปิดช่องทางเข้าออกให้สอดคล้องกับปริมาณการจราจรในแต่ละช่วงเวลา
นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ กทท.บูรณาการการทำงานร่วมกับกรมศุลกากร กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท ตำรวจ หน่วยงานในพื้นที่ และผู้ประกอบการท่าเทียบเรือ เพื่อร่วมกันวางแผนการบริหารจัดการการจราจรทั้งภายในและภายนอกพื้นที่ท่าเรือให้เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งหารือแนวทางเพิ่มระยะเวลาการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ศุลกากร รวมถึงการอนุญาตให้นำตู้สินค้าขาเข้ามาจัดเก็บนอกเขตท่าเทียบเรือเป็นการชั่วคราว เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการระบายสินค้า
ขณะเดียวกันที่ประชุมยังได้หารือแนวทางการปรับโครงสร้างค่าภาระท่าเรือ โดยเฉพาะค่าฝากเก็บตู้สินค้า ให้สอดคล้องกับระยะเวลาการฝากเก็บที่เหมาะสม เพื่อสร้างแรงจูงใจให้มีการขนย้ายตู้สินค้าออกจากท่าเรือได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ลดปัญหาตู้สินค้าตกค้าง และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ของท่าเรือ ทั้งนี้ การดำเนินการจะต้องพิจารณาผลกระทบต่อผู้ประกอบการอย่างรอบด้าน และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างครบถ้วน





