“เอกนิติ” เร่งหาทางออกแก้ปัญหาหนี้เสีย (NPL) หลังแบงก์ชาติสะท้อนสัญญาณเตือนรายย่อยพุ่งต่อเนื่อง มอบหมายคณะทำงานเดินหน้า 5 ยุทธศาสตร์ ปลดล็อกแหล่งเงินทุน-มาตรการภาษี-รีสกิลแรงงาน วางกรอบวัดผลชัดเจน 6 เดือน ถึง 4 ปี
จากกรณีนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” แสดงความห่วงกังวลถึงปัญหา “หนี้เสีย” (NPL) โดยรวมที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น โดยเพิ่มจาก 2.85% มาอยู่ที่ 2.97% ในเดือนพ.ค.2569 และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
รวมถึงปัญหาการกระจายตัวของหนี้เสียของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) อยู่ที่ 9.5% ขณะที่รายใหญ่มี NPL เพียง 1.5% ได้สะท้อนถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำในลักษณะ K-Shaped และความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงของธุรกิจขนาดเล็ก
ล่าสุดนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมอนุกรรมการคณะกรรมการร่วมภาครัฐ และเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) โดยยอมรับว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่คณะกรรมการ มีความห่วงกังวล และได้มีการหยิบยกขึ้นมาพูดถึงกันในที่ประชุมแล้ว และยืนยันว่าทางคณะทำงานจะรับไปดูแลในเรื่องนี้ด้วย
ในการแถลงข่าว นายเอกนิติ กล่าวถึงแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่าน 5 ยุทธศาสตร์ (5 Hubs) โดยมีมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุน SME เบื้องต้น ดังนี้
1. การอำนวยความสะดวกด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ผ่านยุทธศาสตร์ Financial Hub ยกระดับกลไกตลาดทุนให้เข้ามามีส่วนสำคัญในการสนับสนุนธุรกิจ “สตาร์ตอัป” (Startups) รวมถึงบูรณาการนวัตกรรมทางการเงินเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น
2. การใช้เครื่องมือทางการเงินการคลัง เช่น การนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนภาษี เพื่อจูงใจให้เกิดการปรับปรุงอุตสาหกรรม ส่งเสริมสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษเพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่อง และศักยภาพในการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มศักยภาพ และประคับประคองธุรกิจไทยให้สามารถแข่งขันได้
3. การเชื่อมโยง SME เข้ากับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมระดับโลก ผ่านยุทธศาสตร์ Investment and Industry Transformation Hub ที่เน้นการใช้วัตถุดิบ และชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง และยั่งยืนให้กับผู้ประกอบการรายย่อย
พร้อมส่งเสริมสินค้า Made in Thailand เพื่อให้เม็ดเงินจากการลงทุนกระจายสู่ผู้ประกอบการรายย่อยอย่างทั่วถึง รวมถึงมีโปรแกรมพัฒนาทักษะบุคลากรไทยเพื่อยกระดับทักษะ (Skill Bridge) ให้แรงงาน และผู้ประกอบการ SME มีความพร้อมที่จะทำงานร่วมกับเทคโนโลยี และอุตสาหกรรมสมัยใหม่ได้
ทั้งนี้ การดำเนินการทั้งหมด มีการกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ และกรอบเวลาที่ชัดเจน โดยจะเห็นผลลัพธ์เบื้องต้นภายใน 6 เดือน (Quick Big Win) 2 ปี (Big Win) และต่อเนื่องไปจนถึงระยะยาว 4 ปี (Long Win)
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์





